คนจีนหนี “จ้วน” ซบ “วิปัสสนาไทย”: ส่องโอกาสทองและกับดักพุทธพาณิชย์ ในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก /โดย: Dr.Force

441638

      ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวไทยกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ภาพของ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่เน้นปริมาณ พาคนลงร้านเครือข่ายและทิ้งบาดแผลให้กับทรัพยากรธรรมชาติ กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต เพราะคลื่นลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวคือกระแส “การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ” (Spiritual Tourism) และ “ทัวร์แสวงบุญ VVIP” ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มมหาเศรษฐีและชนชั้นกลางระดับบนชาวจีน

               นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตทางจิตวิทยาของสังคมจีนยุคใหม่ และสอดรับกับยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง หากแต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ “บททดสอบสำคัญ” ของโครงสร้างสังคมไทยว่าจะสามารถรับมือและรักษาคุณค่าที่แท้จริงไว้ได้หรือไม่

               1. วิกฤตการณ์ “996” และภาวะ “จ้วน” : แรงผลักจากแดนมังกร เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สังคมจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ปัจจัยผลัก (Push Factors) ที่สำคัญที่สุดคือวัฒนธรรมและสภาวะการแข่งขันที่บีบคั้นจิตใจมนุษย์จนถึงขีดสุด

                    (1) วัฒนธรรม “996”: คือระบบการทำงานที่พนักงานต้องเข้างานตั้งแต่ 9 โมงเช้า เลิกงาน 3 ทุ่ม และทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ นี่คือวิถีชีวิตที่สูบพลังงานและเวลาทั้งหมดไปกับการขับเคลื่อนองค์กร ทำให้ผู้คนขาดสมดุลในการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) และเกิดสภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง

                    (2) ภาวะ “จ้วน” (Involution / Neijuan): คือสภาวะการแข่งขันภายในที่ดุเดือดและไร้ขอบเขต คล้ายกับการวิ่งบนลู่วิ่งที่ถูกเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต้องพยายามอย่างหนักหน่วงขึ้นเพียงเพื่อจะรักษาตำแหน่งเดิมไว้ โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มหรือทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เมื่อความมั่งคั่งวิ่งชนเพดาน อำนาจเงินไม่สามารถซื้อความสงบสุขได้ “จ้วน” จึงกลายเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่บีบให้ชาวจีนต้องมองหาทางออก

                    ประเทศไทยในฐานะ “โอเอซิสทางจิตวิญญาณ” จึงตอบโจทย์นี้อย่างสมบูรณ์แบบ วัดป่าและสถานปฏิบัติธรรมกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้มารับการเยียวยาเชิงลึก (Deep Rest) สลัดทิ้งความเครียดจาก 996 และหลีกหนีจากวงกตแห่งจ้วน เพื่อค้นหาสัจธรรมและความสงบที่แท้จริง

               2. “มูเตลู VVIP” และ Soft Power ที่ปักกิ่งโคลนนิ่งไม่ได้ ความเชื่อสายมูและวิปัสสนาของไทยเป็นการผสมผสานอย่างลงตัว (Syncretism) ระหว่างพุทธศาสนาเถรวาท คติพราหมณ์ และความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งมีเสน่ห์ตรงคติ “ขอได้ ไหว้รับ” ทัวร์แสวงบุญยุคใหม่นี้ทิ้งการชะโงกไหว้พระ 9 วัดแบบเดิม สู่บริการระดับไฮเอนด์ ตั้งแต่การทำสมาธิในพูลวิลล่ากลางธรรมชาติ การพบพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแบบส่วนตัว ไปจนถึงการประมูลเช่าบูชาวัตถุมงคลหายาก

               แม้จีนจะมีศักยภาพในการเนรมิตโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกได้ในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่เทคโนโลยีและเม็ดเงินก๊อปปี้ไม่ได้คือ “ความขลัง (Authenticity)” รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ บรรยากาศของความมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และรอยยิ้มแบบ Thai Hospitality คือปราการด่านสำคัญที่ทำให้ Soft Power ด้านจิตวิญญาณของไทยมีเอกลักษณ์และไม่อาจลอกเลียนแบบได้

               3. “การทูตเชิงพุทธ” หมากกระดานสำคัญในเกมภูมิรัฐศาสตร์ การหลั่งไหลของทุนศรัทธาจีนสู่ไทย ไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของรัฐบาลปักกิ่ง ท่ามกลางกระแสการจัดระเบียบโลกใหม่ จีนกำลังใช้ยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงพุทธ” (Buddhist Diplomacy) เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แยบยล

               จีนไม่ได้นำโมเดลไทยไปใช้บริหารประเทศ แต่ใช้พุทธศาสนาเถรวาทเป็น “สะพานเชื่อมใจ” สร้างระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจ (Ecosystem of Trust) เพื่อลดแรงเสียดทานในประเทศพันธมิตร และปูทางไปสู่การยอมรับโครงการระดับ Mega-projects ตามแนวทาง Belt and Road Initiative ควบคู่ไปกับการควบคุมศาสนาภายในประเทศ (Sinicization of Religion) เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบของรัฐ นี่คือเกมอำนาจละมุนที่ใช้ความศรัทธาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาค

               4. โอกาสที่มาพร้อมความเสี่ยง: เมื่อ “พุทธพาณิชย์” คือจุดสลบของอุตสาหกรรม แม้กระแสนี้จะเป็น “โอกาสทอง” ที่สามารถดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่เศรษฐกิจฐานราก แต่สิ่งที่เราต้องพึงระวังขั้นสูงสุดคือภัยคุกคามจากภายใน เมื่อโอกาสเปิดกว้าง ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, ธุรกิจชุมชน ไปจนถึงเครือข่ายภายในวัดวาอาราม ต้องตระหนักถึงภาพลักษณ์และรักษาความดีงามของพระพุทธศาสนาอย่างเข้มงวด

                      (1) กำจัดเหลือบไรและกลุ่มทุนสีเทา: ต้องบูรณาการกำลังเพื่อป้องกันกลุ่มทุนนอมินีที่เข้ามาสวมรอยทำธุรกิจครบวงจร (กินรวบ) และตรวจสอบมัคคุเทศก์เถื่อนที่ฉวยโอกาสให้ข้อมูลบิดเบือน
                      (2) ควบคุมเส้นแบ่ง “พุทธพาณิชย์”: การพึ่งพาเงินบริจาคหรือการเช่าบูชาวัตถุมงคลต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและพอดี การเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดค่าบริการ หรือสร้างปาฏิหาริย์ลวงโลกเพื่อหลอกลวงนักท่องเที่ยว จะเป็นการทำลายรากฐานความศักดิ์สิทธิ์ของไทยด้วยน้ำมือของเราเอง
                      (3) วิกฤตไวรัลในยุคดิจิทัล: ในยุคที่โซเชียลมีเดียของจีน (เช่น Weibo, Douyin หรือ Xiaohongshu) มีอิทธิพลอย่างมหาศาล ข่าวแง่ลบเพียงข่าวเดียวเกี่ยวกับการหลอกลวงนักท่องเที่ยว VVIP หรือพระสงฆ์ประพฤติมิชอบ สามารถลุกลามกลายเป็น “ไวรัลระดับประเทศ” ภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวหมดความเชื่อมั่นและหันหลังให้ประเทศไทยอย่างถาวร

441639

            【บทสรุป: สู่การเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณที่ยั่งยืน】

               การเปลี่ยนผ่านจากทัวร์ศูนย์เหรียญสู่ทัวร์แสวงบุญ VVIP คือสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมี “มรดกทางวัฒนธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้” เรามีศักยภาพในการเป็น “พื้นที่ปลอดภัยของโลก” (Safe Haven for the Mind)
               ทว่า การจะใช้ทรัพยากรนี้ให้เป็น “อำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Bargaining Power) ในเวทีโลกได้นั้น ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างมีวิสัยทัศน์ เราต้องเป็นเจ้าบ้านที่นำเสนอคุณค่าทางใจอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงพ่อค้าที่หวังกอบโกยผลกำไรระยะสั้น หากเราสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ศรัทธา” และ “เศรษฐกิจ” ได้อย่างบริสุทธิ์ใจและมีมาตรฐาน ประเทศไทยจะผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางสุขภาวะทางปัญญาที่มหาอำนาจต้องให้ความเคารพ และเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนและสง่างามอย่างแท้จริง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน