ถอดรหัสยุทธศาสตร์จีน: เปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกเป็นโอกาส และก้าวต่อไปของระเบียงเศรษฐกิจไทย (EEC, SEC, Landbridge) /โดย: Dr.Force

418728

              ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ หลายคนตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งกระฉูดหรือไม่? เศรษฐกิจโลกจะพังทลายลงหรือเปล่า? และคำถามสำคัญคือ “จีนจะรอดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร?”

               แต่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของจีน (ไตรมาส 1 ปี 2569) กลับเล่าเรื่องราวที่ตรงกันข้ามกับความกลัวของคนส่วนใหญ่ มูลค่าการค้ารวมพุ่งทะยานถึง 11.84 ล้านล้านหยวน (เติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า – YoY) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 5 ปี

               คำถามเชิงวิพากษ์ที่น่าสนใจ คือ ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะการชะงักงันของอุปทาน (Supply Shock) ทำไมจีนถึงไม่เพียงแค่รอด แต่กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด? คำตอบไม่ได้อยู่ที่โชคชะตา แต่อยู่ที่การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ซึ่งเราสามารถแกะรอยได้ผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

              1. วิกฤตส่งผลกระทบไม่เท่ากัน (Asymmetric Impact) หากความขัดแย้งทำให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลก 10% ผลกระทบที่แต่ละประเทศได้รับจะไม่เท่ากัน ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงอย่าง ญี่ปุ่น (94%) หรือ เกาหลีใต้ (69%) จะรับแรงกระแทกอย่างหนัก ในขณะที่จีน มีการกระจายความเสี่ยง (Diversification) อย่างต่อเนื่อง สัดส่วนน้ำมันและก๊าซในโครงสร้างพลังงานหลัก (Energy Mix) ของจีนอยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น (ยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับ 60% ขึ้นไป) จีนจึงมี “เกราะป้องกัน” ทางเศรษฐกิจที่หนากว่าประเทศที่เพิ่งเริ่มตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน

               2. วิกฤตคือตัวเร่งปฏิกิริยา (Crisis as Accelerator) วิกฤตพลังงานไม่ได้ทำลายผู้นำ แต่มันไปขยายช่องว่างให้พวกเขาทิ้งห่างคู่แข่งมากขึ้น ข้อมูลที่น่าทึ่งคือ การส่งออกใน “3 อุตสาหกรรมใหม่” (The New Three) ของจีนเติบโตอย่างมหาศาล
                   (1) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): เติบโต +77.5%
                   (2) แบตเตอรี่ลิเธียม (Lithium Battery): เติบโต +50.4%
                   (3) กังหันลม โซลาร์เซลล์ และชิ้นส่วน (Wind & Solar): เติบโต +45.2%

               นี่คือผลลัพธ์ของการสร้างวงจรแห่งความเจริญเติบโต (Virtuous Cycle) ยิ่งน้ำมันแพง พลังงานทางเลือกยิ่งคุ้มค่า ความต้องการ EV และแผงโซลาร์ยิ่งพุ่งสูงขึ้น เมื่อจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด การผลิตจำนวนมหาศาลทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ส่งผลให้ต้นทุนยิ่งถูกลง และความสามารถในการแข่งขันยิ่งพุ่งสูงขึ้น

               3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Restructuring) สถานการณ์นี้แบ่งแยกธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน
                     (1) กลุ่มผู้ชนะ (Winners): อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก, เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน (Energy Storage, Smart Grid)
                     (2) กลุ่มเปราะบาง (At Risk): โลจิสติกส์, โรงกลั่น, ปิโตรเคมี และธุรกิจที่ไม่มี อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคได้ อัตรากำไร (Margin) จะถูกบีบอย่างหนัก
                     (3) กลุ่มโดนผลกระทบซ้ำซ้อน: อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและมีการแข่งขันดุเดือด กลุ่มนี้ต้องเร่งทำการวางแผนภาพสถานการณ์จำลอง (Scenario Planning) อย่างเร่งด่วน

               [ โอกาสของไทย: ประยุกต์ยุทธศาสตร์จีน สู่ EEC, SEC และ Landbridge ]

               หากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่จีนกำลังทำอยู่คือต้นแบบที่สมบูรณ์แบบในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และ โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve)

               ประเทศไทยสามารถประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์นี้ได้ใน 3 มิติหลัก

               1. Landbridge ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitical Bypass) โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงแค่ “การขนส่งสินค้าของสองฝั่งทะเล” เพื่อแก้ปัญหาคอขวดที่ช่องแคบมะละกาเพียงอย่างเดียว ในยุคที่โลกมีความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Volatility) แลนด์บริดจ์คือ “จุดยุทธศาสตร์สำรอง” ของโลก การบูรณาการนิคมอุตสาหกรรมด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy Industrial Estate) เข้าไปในพื้นที่โครงการ จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics Hub) ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เรือบรรทุกสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้าสามารถใช้พลังงานสะอาดจากนิคมฯ ของเราได้โดยตรง

               2. ดึงดูดการลงทุนด้วยพลังงานสะอาด (FDI via Green Energy) ปัจจุบัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve (เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ดาต้าเซ็นเตอร์, อุตสาหกรรมชีวภาพ) ต้องการฐานการผลิตที่ตอบสนองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) หากพื้นที่ SEC และ EEC สามารถรับประกันสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบ (Green Energy Mix) ที่สูงและมีเสถียรภาพ ไทยจะดึงดูดกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ต้องการหนีจากประเทศที่ยังมีต้นทุนคาร์บอนสูงได้ทันที นี่คือการใช้ “พลังงานทางเลือก” เป็นแม่เหล็กดึงดูดทุน คล้ายกับที่จีนใช้ขับเคลื่อนการส่งออก

               3. ต่อยอด EEC สู่ศูนย์กลาง “The New Three” ของอาเซียน ไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” เราต้องใช้ ภาวะการชะงักงันของอุปทาน (Supply Shock) ด้านน้ำมันโลก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Accelerator) ให้ EEC เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป ไปสู่ศูนย์กลางการผลิต EV, แบตเตอรี่ลิเธียมทางเลือก และชิ้นส่วนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวข้ามจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value Supply Chain)

               #บทสรุปสำหรับผู้นำองค์กรและผู้กำหนดนโยบาย

               ความสำเร็จของจีนในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นผลผลิตของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้วยข้อมูล (Data-Driven Strategy) ที่สั่งสมมานับทศวรรษ จีนมองเห็นสัญญาณของวิกฤตพลังงานล่วงหน้า และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานมารองรับ สำหรับผู้นำระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน มี 3 คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ในวันนี้
              1. ธุรกิจหรือประเทศของเรา มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของพลังงาน (Energy Exposure) มากแค่ไหน?
              2. หากเกิดการสะดุดของห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย เรามีแผนสำรอง (Plan B) ที่พึ่งพาเครือข่ายภายในประเทศหรือภูมิภาคแล้วหรือยัง?
              3. เราเห็น “สัญญาณความต้องการใหม่ (Demand Signal)” ในตลาดโลก เช่น “The New Three” และได้ปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรเพื่อคว้าโอกาสนั้นแล้วหรือไม่?

               ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน องค์กรที่จะชนะ ไม่ใช่องค์กรที่ “ใหญ่ที่สุด” แต่คือองค์กรที่ “อ่านสัญญาณได้เร็วที่สุด และมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นที่สุด” ข้อมูลไม่ใช่เพียงกราฟสวยๆ บนจอรายงาน แต่มันคือ “เข็มทิศยุทธศาสตร์” ที่จะพาประเทศไทยและธุรกิจไทย ฝ่าเกลียวคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน