เจียระไนเพชรแห่งคาบสมุทร: ขยายมุมมองยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” สู่ศูนย์กลางความมั่นคงและเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค (New S-Curve) /โดย: Dr.Force

418412

              บทนำ: ก้าวข้ามความเข้าใจเดิม สู่การมองเห็น “โอกาสทอง”

               เมื่อกล่าวถึงโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (Landbridge ชุมพร-ระนอง) สาธารณชนจำนวนมากมักมองภาพจำกัดอยู่เพียง “เส้นทางลัดทางทะเล” ที่ใช้ถ่ายลำเลียงสินค้าระหว่างสองมหาสมุทร ซึ่งหากประเมินความคุ้มค่าบนสมมติฐานเพียงเท่านี้ อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าโครงการนี้อาจไม่คุ้มทุนและไม่ประหยัดเวลาอย่างที่คาดหวัง

               ทว่า ในความเป็นจริงตามหลักภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) พื้นที่คาบสมุทรตอนใต้ของไทยแห่งนี้คือ “เพชรเม็ดงาม” หรือ “ขุมทอง” ที่รอการเจียระไน โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง แต่คือ “ระบบนิเวศทางยุทธศาสตร์ระดับโลก” ที่ครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางพลังงาน การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การท่องเที่ยว และความมั่นคงทางการทหาร ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (New S-Curve) ในทศวรรษหน้า

               1. ป้อมปราการด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Strategic Energy Fortress) วิกฤตการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (เช่น กรณีสหรัฐฯ-อิหร่าน) ที่อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือความแออัดและพฤติการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในช่องแคบมะละกา ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Disruption) โครงการแลนด์บริดจ์สามารถเปลี่ยนวิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ ดังนี้
                   1.1 คลังน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใต้ขุนเขา (Strategic Petroleum Reserve – SPR): ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดผ่าน พื้นที่นี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นคลังเก็บน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเจาะทะลวงเข้าไปในภูเขา ซึ่งมีความปลอดภัยสูงสุด สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของประเทศและภูมิภาคในยามวิกฤตหรือสภาวะสงคราม
                   1.2 ศูนย์กลางพลังงานฟอสซิลและพลังงานทางเลือก: นอกเหนือจากคลังในภูเขา พื้นที่ราบโดยรอบสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางกักเก็บและแปรรูปพลังงานขนาดใหญ่ เพื่อเป็น Buffer Zone ที่สำคัญของโลก ช่วยลดผลกระทบหากเส้นทางขนส่งพลังงานสายหลักของโลกถูกตัดขาด

               2. โครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ไร้รอยต่อ (Multimodal Connectivity) โครงการแลนด์บริดจ์ต้องถูกยกระดับจากการเป็นเพียงท่าเรือ สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมที่สมบูรณ์แบบ
                     2.1 การเชื่อมโยงระบบท่อส่ง (Pipeline System): การสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เชื่อมสองฝั่งทะเล เพื่อลดข้อจำกัดด้านเวลาและต้นทุนของการขนถ่ายทางเรือ
                     2.2 การบูรณาการโครงข่ายทางบก: เชื่อมต่อถนนทางหลวงสายเอเชีย ทั้งแนวเหนือ-ใต้ และระบบราง เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระเบียงเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน และสอดรับกับโครงการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ของจีน ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน

               3. การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) สู่ “New S-Curve” โครงการนี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการฟื้นฟูและต่อยอดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เดิม ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พึ่งพาตนเองได้
                     3.1 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง: รวมถึงโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีและโรงงานผลิตยา ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า
                     3.2 ฐานการผลิตพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอนาคต: พัฒนาพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน (โซลาร์เซลล์, พลังงานลม) และฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

               4. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลก (Cruise Tourism Hub) ศักยภาพของทะเลทางใต้ทั้งอ่าวไทยและอันดามัน มีความโดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม โครงการนี้จึงควรควบรวมการสร้างท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ทั้งสองฝั่งทะเล เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนอย่างมหาศาล

               5. ยุทธศาสตร์การลงทุนและการบริหารจัดการ (Smart Investment & Governance) อภิมหาโปรเจกต์ระดับนี้จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลและการบริหารจัดการที่โปร่งใส
                      5.1 จุดสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์: ต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด โดยดึงดูดนักลงทุนทั้งจากขั้วมหาอำนาจตะวันตก ตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น) และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เข้ามาร่วมลงทุน เพื่อสร้างความถ่วงดุลทางอำนาจ (Balance of Power)
                      5.2 โมเดล PPP (Public-Private Partnership): รัฐบาลควรร่วมทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อรักษาสิทธิ์ในการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ชาติ
                       5.3 ธรรมาภิบาลขั้นสูงสุด: สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีกลไกป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของกลุ่มการเมืองอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประเทศชาติอย่างแท้จริง

               6. การรักษาความมั่นคงและดุลยภาพทางทะเล (Maritime Security) เมื่อมีความเจริญและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล การปกป้องน่านน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น (หลีกเลี่ยงไม่ได้)
               การยกระดับศักยภาพกองทัพเรือ: ฝั่งอ่าวไทยจำเป็นต้องพัฒนาฐานทัพเรือสงขลาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งอันดามันต้องยกระดับฐานทัพเรือพังงา ให้สามารถรองรับการจอดเรือรบขนาดใหญ่ และมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการซ่อมบำรุงทางยุทธวิธีที่ครบวงจร เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน

418422

               บทสรุป: การควบรวม EEC และ SEC สู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

               โครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร) ไม่ใช่เพียงทางผ่านของเรือสินค้า แต่คือ “การสร้างสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงใหม่” ของประเทศไทย หากเราสามารถเชื่อมโยงและบูรณาการความสำเร็จของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ากับ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่มีโครงการแลนด์บริดจ์เป็นแกนกลาง ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ พลังงาน และโลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

               การมองทะลุวิกฤตโลกและจับ “โอกาส” นี้มาเจียระไนอย่างรอบคอบ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ตัวเลข GDP ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และนำพาประเทศชาติก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่ความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงอย่างแท้จริงในระยะยาว

ที่มา: น อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน