วาทกรรม “Malacca Dilemma” สู่สมการเส้นทางพลังงาน และการวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย /โดย: ดร.Force

389638

               บทนำ: ที่มาของวาทกรรม “Malacca Dilemma” และเดิมพันความมั่นคงของจีน

               การแสวงหาความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายความอยู่รอดของรัฐมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางที่สุดของจีนในสมรภูมินี้ ถูกนิยามผ่านวาทกรรมทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแห่งมะละกา” (The Malacca Dilemma) วาทกรรมนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยอดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา เพื่อสะท้อนถึงความกังวลอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของชาติ ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์คือ ปริมาณน้ำมันดิบที่จีนนำเข้าจากตะวันออกกลางและแอฟริกากว่า 80% จำเป็นต้องลำเลียงผ่าน “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือที่ทอดยาวระหว่างคาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตรา

               ในทางยุทธศาสตร์ทหารเรือ ช่องแคบแห่งนี้คือ “คอขวด” หรือจุดอับ (Chokepoint) ที่คับแคบและพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความกังวลสูงสุดของปักกิ่งคือ เส้นทางนี้เสี่ยงต่อการถูกปิดล้อม (Blockade) ได้ง่ายในยามเกิดวิกฤตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทระดับภูมิภาค หรือการแทรกแซงจากกองเรือของมหาอำนาจคู่แข่ง (เช่น การควบคุมเส้นทางโดยกองเรือของสหรัฐอเมริกา) หากเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประเทศเส้นนี้ถูกตัดขาดหรือถูกควบคุม เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถทางการทหารของจีนจะเผชิญภาวะชะงักงันในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

               ด้วยเหตุนี้ การทลายข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้าง “ทางเลือกและเส้นทางสำรอง” จึงเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ (Grand Strategy) ที่จีนผลักดันมาตลอดสองทศวรรษ บทความที่นำเสนอเรื่องเส้นทางขนส่งน้ำมันทั้ง 3 สาย จึงเป็นการฉายภาพความพยายามดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อนำเนื้อหาเหล่านั้นมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิพากษ์ผ่านเลนส์ของการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) ภาพที่ปรากฏย่อมมีความซับซ้อนและมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเพียงการลากเส้นทางบนแผนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมหาอำนาจต้องเดินหมากผ่านพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ “ประเทศไทย”

               [สแกนเส้นเลือดใหญ่ทางยุทธศาสตร์]

               1. ช่องแคบมะละกา: จากเส้นเลือดใหญ่ สู่จุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ (The Traditional Chokepoint)
                    – ช่องแคบมะละกา ยังคงเป็นเส้นทางที่คุ้มค่าที่สุดในแง่ต้นทุนการขนส่งในปัจจุบัน แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่สูงที่สุดสำหรับจีน
                    – น่านน้ำทางตอนใต้ของไทยขนาบข้างเส้นทางนี้ ซึ่งเป็นความจริงทางภูมิศาสตร์ แต่ในทางยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงในทะเลอันดามันและอ่าวไทยไม่ใช่แค่การเป็นจุดสังเกตการณ์ การสร้าง ความตระหนักรู้ในขอบเขตทางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA) การปกป้องเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และความสามารถในการแสดงกำลัง (Naval Presence) ของกองทัพเรือไทย คือตัวแปรสำคัญที่มหาอำนาจต้องเกรงใจ หากไทยมีศักยภาพที่เข้มแข็งในการรักษาความปลอดภัยในภูมิภาคนี้ เราจะไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” หรือ “ผู้ชม” แต่เป็น “ผู้ร่วมคุมกติกา” ในภูมิภาค

                2. ท่อน้ำมันเมียนมา-จีน (เจาะพยู-คุนหมิง): เส้นทางเลี่ยงที่เต็มไปด้วยกับระเบิด (The Strategic Bypass)
                    – ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) จีนพยายามย่นระยะทางและเลี่ยงมะละกาโดยการขนถ่ายน้ำมันขึ้นฝั่งที่ท่าเรือน้ำลึกเจาะพยู (Kyaukpyu) ในรัฐยะไข่ แล้วส่งผ่านท่อตรงเข้าสู่มณฑลยูนนาน
หากมองข้าม “ความเสี่ยงภายใน” ของเมียนมาไปอย่างสิ้นเชิงนั้น ในความเป็นจริง เส้นทางท่อส่งน้ำมันนี้พาดผ่านพื้นที่ขัดแย้งและเขตอิทธิพลของกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เสถียรภาพของเส้นทางนี้จึงเปราะบางและมีต้นทุนด้านความมั่นคงสูงลิ่ว ในฐานะรัฐที่ใช้อำนาจตามแนวชายแดน (Border State) ผลกระทบจากความไม่สงบในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ หรือการสู้รบ ย่อมกระทบมาถึงความมั่นคงของไทยโดยตรง การดำเนินนโยบายชายแดนตะวันตกของไทยจึงต้องรัดกุม และต้องอ่านเกมให้ทะลุถึงผลประโยชน์ของมหาอำนาจที่ซ้อนทับอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งนั้น

               3. โครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร): ทางเลือกที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่า (The Disruptive Alternative)
                    – การสร้างสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลในช่องแคบมะละกาอย่างสมบูรณ์ และดึงกระแสโลจิสติกส์โลกให้ไหลผ่านแผ่นดินไทย
                    – โครงการนี้สามารถพลิกโฉมภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาคได้จริง แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ “ต้นทุนการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน” (Double Handling Cost) การยกตู้คอนเทนเนอร์หรือการสูบถ่ายน้ำมันขึ้นฝั่ง นำขึ้นระบบราง แล้วลงเรืออีกฝั่ง อาจมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และใช้เวลามากกว่าการล่องเรืออ้อมมะละกาแบบเดิม ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์อาจยังเป็นที่ถกเถียง แต่ในทาง ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ แลนด์บริดจ์คือ “หลักประกันความเสี่ยง” (Hedging) ชั้นดีสำหรับจีนและชาติอื่นๆ คำถามสำคัญที่ไทยต้องตอบคือ เราพร้อมรับมือกับแรงกดดันมหาศาลจากมหาอำนาจที่จะเข้ามาแย่งชิงสัมปทานและแผ่อิทธิพลเหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้แล้วหรือยัง?

               [บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ทิศทางของไทยในสี่แยกมหาอำนาจ]

                วาทกรรมที่ว่า “ไม่ว่าชาติมหาอำนาจจะเลือกเส้นทางไหน ไทยก็มีอำนาจต่อรอง” เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะอำนาจต่อรองที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เรามีวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และมีขีดความสามารถทางกำลังรบและทางการทูตในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ประเทศไทยเปรียบเสมือน “สี่แยกอินโดจีน” การเป็นจุดตัดทางยุทธศาสตร์ (Strategic Crossroads) นำมาซึ่งโอกาสมหาศาล แต่ก็เป็นพื้นที่ล่อแหลมที่จะถูกแทรกแซง ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับท่าทีของไทยคือ

               (1) การรักษาสมดุลแบบพลวัต (Smart Hedging): ไทยต้องไม่ผูกขาดผลประโยชน์ทางทะเลหรือโครงสร้างพื้นฐานไว้กับมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว นโยบายการต่างประเทศและการทหารต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อสร้างกติกาให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และเกิดความเกรงใจ (Rule-based Engagement)

               (2) ยกระดับศักยภาพความมั่นคงทางทะเล: เมื่อแผ่นดินไทยตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะขีดความสามารถในการควบคุมทะเลและรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Control & SLOCs Protection) ต้องได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น

               (3) เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์เป็นภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics): หากโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์จะเกิดขึ้น ต้องไม่ปล่อยให้ไทยเป็นเพียง “ทางผ่าน” (Transit point) ของทรัพยากร แต่ต้องสามารถสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value Chain) ในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นคงทางทหารและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตกอยู่กับประชาชนอย่างแท้จริง

               ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจ รัฐที่ไม่มีจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของตนเอง จะกลายเป็นเพียงกระดานหมากรุกให้ผู้อื่นเดิน การเข้าใจที่มาที่ไปของ “Malacca Dilemma” จึงเป็นเพียงก้าวแรก แต่ก้าวที่สำคัญกว่าคือการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติที่บูรณาการทั้งมิติทางทหาร เศรษฐกิจ และการทูตเข้าด้วยกันอย่างแยบคายและเท่าทันเกมโลก

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน