ภูมิทัศน์และสมรภูมิทางการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อกลุ่มประเทศ BRICS (นำโดยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) กำลังเดินหน้าพัฒนาระบบการเงินรูปแบบใหม่เพื่อลดการพึ่งพาระบบ SWIFT และต้านทานมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) ของชาติตะวันตก
ยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ ระบบการเงินแบบสองชั้น (Dual-Layer Financial System) ซึ่งเป็นการผสานนวัตกรรมทางการเงินแห่งยุคเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเป็นอิสระอย่างแท้จริง
[เจาะลึกกลไก “Dual-Layer” ของกลุ่ม BRICS] ระบบนี้ไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ชั้นที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่
1. ชั้นที่ 1: ระบบ CBDC (เส้นเลือดใหญ่ที่รัฐควบคุมได้)
1.1 CBDC (Central Bank Digital Currency) คือเงินดิจิทัลที่ออกและรับรองโดยธนาคารกลาง เช่น หยวนดิจิทัล (e-CNY) หรือรูปีดิจิทัล โครงสร้างชั้นนี้ทำหน้าที่เป็น “ระบบหลัก” สำหรับการค้าระหว่างประเทศ
1.2 กลไกการทำงาน: เป็นเครือข่ายวงปิด (BRICS CBDC Network) ที่ประเทศสมาชิกสามารถโอนเงินและชำระค่าสินค้า (Trade Settlements) ระหว่างกันได้โดยตรง
1.3 จุดเด่น: รวดเร็ว มีเสถียรภาพสูง และ “ไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT” หากประเทศสมาชิกเชื่อมโยงระบบกันได้อย่างสมบูรณ์ คาดว่ากว่า 70-80% ของธุรกรรมภายในกลุ่มจะสามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตกได้
2. ชั้นที่ 2: ระบบ DeFi / Crypto (ช่องทางฉุกเฉินและอิสระทางการเงิน)
2.1 ในขณะที่ CBDC มีความมั่นคง แต่ก็ยังอิงกับตัวกลาง (รัฐ) BRICS จึงเสริมชั้นที่สองด้วยเครือข่ายแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Finance) เช่น Bitcoin, Stablecoins หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ
2.2 กลไกการทำงาน: ใช้ทำธุรกรรมแบบ Peer-to-Peer ซึ่งมีคุณสมบัติในการปกปิดตัวตน (Anonymous Transfers) และไม่มีตัวกลางคอยควบคุม
2.3 จุดเด่น: ทำหน้าที่เป็น “ระบบสำรอง” ที่ต้านทานการคว่ำบาตร (Sanction Resistant) ได้อย่างแท้จริง ช่วยลดผลกระทบจากการถูกจำกัดการเข้าถึงทางการเงินได้ราว 50-60% แม้จะมีความท้าทายเรื่องความผันผวนของราคาก็ตาม
การทำงานร่วมกัน (The Hybrid Approach): ความชาญฉลาดคือการใช้ Smart Contracts เชื่อมทั้ง 2 ชั้นเข้าด้วยกัน เพื่อบริหารสภาพคล่องอย่างยืดหยุ่น หากระบบใดถูกโจมตี อีกระบบจะเข้ามาสอดรับทันที ประเมินกันว่าระบบ Hybrid นี้อาจลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 70%
[แรงสั่นสะเทือนต่อ “ดอลลาร์สหรัฐ” และขั้วอำนาจทางการเงินโลก] การก่อตัวของระบบ Dual-Layer ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในกระบวนการ De-dollarization (การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์) ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาว ดังนี้
1) การเสื่อมถอยของ “ดอลลาร์ในฐานะอาวุธ” (Weaponization of the Dollar): ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์และ SWIFT เป็นเครื่องมือบีบบังคับทางยุทธศาสตร์ แต่เมื่อ BRICS มี “เส้นทางหลบหลีก” ที่มีประสิทธิภาพ อำนาจในการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกจะลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
2) การปรับโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ (Global FX Reserves): ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะฝั่ง Global South) จะเริ่มกระจายความเสี่ยง สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะค่อยๆ ลดลง โดยหันไปถือครองทองคำ สกุลเงินท้องถิ่นดิจิทัล (CBDC) ของคู่ค้า หรือแม้แต่สินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น
3) ผลกระทบต่อสภาพคล่องและต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ: เมื่อความต้องการใช้ดอลลาร์เพื่อซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น Petrodollar) ลดลงผ่านกลไกชำระเงินข้ามพรมแดนแบบใหม่ สหรัฐฯ อาจหาผู้ซื้อพันธบัตรเพื่อพยุงหนี้สาธารณะได้ยากขึ้น ทำให้ในระยะยาวอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน
4) การแบ่งขั้วทางการเงินโลก (Financial Bifurcation): โลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะการแตกทลายของโลกาภิวัตน์ทางการเงิน (Financial Fragmentation) โดยแบ่งเป็นขั้วดอลลาร์-SWIFT เดิม และขั้ว BRICS-Dual Layer ที่เน้นการค้าด้วยเงินท้องถิ่นดิจิทัล
หมายเหตุ: ผลกระทบนี้จะมีลักษณะเป็นการกัดเซาะแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Burn) มากกว่าการพังทลายในชั่วข้ามคืน เนื่องจากดอลลาร์ยังมีข้อได้เปรียบเรื่องเครือข่ายและความลึกของตลาดทุน
[ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? และควรเตรียมยุทธศาสตร์รับมืออย่างไร?] ในบริบทที่ขั้วอำนาจกำลังแยกส่วน ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องรักษาสมดุลและเตรียมความพร้อมเชิงรุก ดังนี้
1) ต่อยอดและเร่งพัฒนาโครงการ mBridge: ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเร่งยกระดับความพร้อมของโครงการ mBridge (ระบบโอนเงินระหว่างประเทศด้วย CBDC) ที่ทำร่วมกับจีน ฮ่องกง และยูเออี ให้พร้อมเชื่อมต่อกับ BRICS CBDC Network ได้ทันทีหากภาคธุรกิจมีความจำเป็น
2) การเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจและผู้ส่งออก: ภาครัฐต้องให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ที่ค้าขายกับกลุ่ม BRICS ให้เข้าใจกลไกการรับจ่ายเงินผ่านสกุลเงินท้องถิ่นดิจิทัล (Local CBDC) และการบริหารความเสี่ยงจาก Stablecoins
3) การวางกรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Regulation) ที่ยืดหยุ่น: เมื่อกระแสเงินทุนข้ามชาติอาจไหลผ่านช่องทาง DeFi มากขึ้น ไทยต้องมีกฎหมายที่สมดุล คือป้องกันการฟอกเงินได้อย่างรัดกุม แต่ไม่เข้มงวดจนปิดกั้นนวัตกรรมและการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจ
4) การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Hedging): ไทยต้องรักษาสถานะความเป็นกลาง ไม่ละทิ้งระบบ SWIFT และดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องสร้าง “ท่อสำรองทางการเงิน” เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพทางการค้าในทุกสถานการณ์ความขัดแย้ง
[บทสรุป]
ยุทธศาสตร์ Dual-Layer ของ BRICS เป็นความพยายามจัดระเบียบโลกทางการเงินใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่ายุคผูกขาดทางการเงินกำลังสิ้นสุดลง ประเทศที่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับ “ระบบการเงินแบบคู่ขนาน” นี้ได้เร็วและยืดหยุ่นที่สุด คือผู้ที่จะรักษาผลประโยชน์และเติบโตได้ในเศรษฐกิจโลกยุคถัดไป
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–



เรื่องน่าอ่าน
“Air to Food“ เมื่ออากาศกลายเป็นมื้ออาหารมหัศจรรย์แห่งไบโอเทคโนโลยี สู่ฮับอาหารแห่งอนาคตของไทยในมุมมองของ ”อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ“
ผักผลไม้จีนบุกตลาดไทย “ถูก-มีทั้งปี” แต่มี “สารตกค้าง” ปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพ จี้ติดป้ายแหล่งกำเนิดให้ผู้บริโภคเลือกเอง
เปิดผลตรวจพืชริมแม่น้ำกก พบอย่างน้อย 21 ชนิดปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน
ย้ำเหตุเพลิงไหม้โรงเก็บกากอุตสาหกรรม บ.วิน โพรเสสฯ ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่มาจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569
DSI เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดิน และประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 3 จุด
DSI รวบเพิ่มผู้ต้องหาเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ “นายชนนพัฒฐ์ฯ” และยังเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ไม่แปลกสังคมคาใจ!!! “อัยการสูงสุด” สั่งไม่ฟ้อง “แทนไท” สวนทาง DSI แสดงหลักฐานจนศาลอนุมัติหมายจับ แถมโดน ปปง.สั่งยึดทรัพย์ 174 ล้าน