กสม. ชี้กรณี “วิน โพรเสส” ละเมิดสิทธิชาวบ้าน แนะแก้ พ.ร.บ.โรงงาน เข้มหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 30/2569 โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือ การเปิดเผยผลตรวจสอบกรณีเพลิงไหม้ซ้ำโรงงานเก็บกากอุตสาหกรรม บริษัท วิน โพรเสสฯ ซึ่งพบการละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน
ตามที่ กสม. ได้หยิบยกกรณีเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรมของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังพบว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวส่งผลให้มลพิษและสารเคมีแพร่กระจายสู่ชุมชนโดยรอบ ในเวลานั้นจังหวัดระยองจึงประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยและอพยพประชาชน อีกทั้งยังตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ศาลจังหวัดระยองเคยมีคำพิพากษาให้บริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการต้องกำจัดและบำบัดวัตถุอันตรายของกลางมาแล้ว แต่บริษัทดำเนินการอย่างล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 และ 27 มกราคม 2568
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง กสม. เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 (2) และมาตรา 57 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 12 และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการก่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD)
แม้บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จะว่าจ้างเอกชนเข้าบำบัดกำจัดวัตถุอันตรายภายใต้การกำกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แต่การดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดภัยพิบัติเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง และกระทบต่อเนื่องต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำของบริษัท วิน โพรเสสฯ และกรรมการบริษัทจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ กรอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอเข้าดำเนินการแทนบริษัทในการกำจัดและบำบัดของกลาง ส่วนการบำบัดสารเคมีส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ระหว่างการขออนุมัติงบกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา จึงถือได้ว่าได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องในกรอบที่สามารถกระทำได้ จึงยังไม่ถือว่าหน่วยงานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กสม. ยังเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีช่องว่างหลายประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น นิยามคำว่า “โรงงาน” ที่กำหนดเฉพาะจำนวนแรงม้าหรือคนงานทำให้กิจการที่มีการปล่อยมลพิษสูงบางประเภทอาจหลุดพ้นจากการกำกับดูแล การที่อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อโรงงานถูกสั่งปิดหรือแจ้งเลิกกิจการ ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าจัดการมลพิษที่ตกค้างในพื้นที่โรงงานได้
ขณะที่บทกำหนดโทษที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและไม่มีโทษปรับรายวันสำหรับการฝ่าฝืนต่อเนื่อง ทำให้ขาดแรงจูงใจเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำผิด นอกจากนี้ยังไม่มีกองทุนเฉพาะเพื่อฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม และไม่มีระบบบังคับรายงานการปลดปล่อยมลพิษ (PRTR) ที่เป็นระบบ
กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะโดยสรุปไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้
- ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนฟื้นฟูสภาพดินและแหล่งน้ำสาธารณะหนองพะวา และที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกและระงับอุบัติภัยและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที โดยต้องเร่งรัดการกำจัด บำบัดวัตถุอันตราย และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เร่งพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกาก ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดแบบเรียลไทม์พร้อมกันนี้ให้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายให้ถึงที่สุด กรณีตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากการประกอบกิจการภายในโรงงาน
- ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมที่แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและให้กรมอนามัยจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
- ให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ให้ครอบคลุมการเพิ่มนิยาม “โรงงาน” ให้รวมถึงกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนโรงงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย การบังคับทำประกันภัยหรือวางหลักประกันตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาตจนกว่าจะจัดการมลพิษเรียบร้อย การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายต้องจัดทำรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ตลอดจนเพิ่มอัตราโทษปรับและยกเลิกการเปรียบเทียบปรับในความผิดร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมทั้งผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน และให้มีบทบัญญัติกำหนดให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม วัตถุอันตราย หรือโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และจัดให้มีกลไกร้องเรียนเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
ที่มา thaipbs ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
*************************************************************************************************




เรื่องน่าอ่าน
ผักผลไม้จีนบุกตลาดไทย “ถูก-มีทั้งปี” แต่มี “สารตกค้าง” ปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพ จี้ติดป้ายแหล่งกำเนิดให้ผู้บริโภคเลือกเอง
เปิดผลตรวจพืชริมแม่น้ำกก พบอย่างน้อย 21 ชนิดปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน
ย้ำเหตุเพลิงไหม้โรงเก็บกากอุตสาหกรรม บ.วิน โพรเสสฯ ละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่มาจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569
DSI เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีถือครองที่ดิน และประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 3 จุด
DSI รวบเพิ่มผู้ต้องหาเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ “นายชนนพัฒฐ์ฯ” และยังเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ไม่แปลกสังคมคาใจ!!! “อัยการสูงสุด” สั่งไม่ฟ้อง “แทนไท” สวนทาง DSI แสดงหลักฐานจนศาลอนุมัติหมายจับ แถมโดน ปปง.สั่งยึดทรัพย์ 174 ล้าน
‘รุทธพล’ ปัดล็อกเป้า ‘ปชน.’ ยัน DSI ออกหมายเรียก ‘สมชาติ’ คดีนอมินี ตามพยานหลักฐา แจงยิบปม ‘เขากระโดง-ฮั้ว สว.’ ยันไร้คำสั่งดองคดี โยนถาม DSI-กกต. เคลียร์ข้อสงสัย