รอยร้าวของอำนาจนำ เมื่อระบบพันธมิตรสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเสื่อมสลายและยุทธศาสตร์ปิดล้อมของอิหร่าน /โดย: ดร.Force

369459

     โลกกำลังเป็นประจักษ์พยานถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ การครอบงำโลกของสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกำลังเผชิญกับสภาวะถดถอยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ภัยคุกคามที่แท้จริงในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการขยายอำนาจทางการทหารของจีน หรือความก้าวร้าวเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย ทว่าคือ การพังทลายจากภายในของ “ระบบพันธมิตรระดับโลก” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนความเป็นมหาอำนาจนำ (Hegemony) ของสหรัฐฯ มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

               ภายใต้นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ เครือข่ายความมั่นคงที่ใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษกำลังเกิดรอยปริร้าว และวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในขณะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolarity) อย่างชัดเจนที่สุด

              1.​ ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้คู่แข่ง: พลังของ “ความมั่นคงร่วมกัน” ​ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ โดดเด่นเหนือมหาอำนาจคู่แข่งไม่ได้มีเพียงแค่แสนยานุภาพทางการทหารแบบดิบๆ (Hard Power) เท่านั้น แต่คือความสามารถในการสร้าง ระบบความมั่นคงระดับโลก (Global Security System) ผ่านสนธิสัญญาและข้อตกลงกับประเทศพันธมิตรมากกว่า 50 รัฐ

​               หากเปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง
                   – ​จีน: แม้จะมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมหาศาลผ่านเครือข่ายการค้า แต่มีพันธมิตรด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการเพียงประเทศเดียวคือ เกาหลีเหนือ
                   – ​รัสเซีย: พันธมิตรทางทหารที่มีอยู่มักถูกผูกมัดด้วยความพึ่งพิงเชิงโครงสร้างและการบีบบังคับทางการเมืองมากกว่าความสมัครใจ
                   – ​สหรัฐอเมริกา: เป็นผู้นำของแนวร่วมที่รัฐต่างๆ “เลือก” ที่จะผูกโยงความมั่นคงของตนเข้ากับวอชิงตันโดยสมัครใจ

               ​ระบบพันธมิตรนี้ คือ เครื่องมือระดมสรรพกำลังที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในอดีต สหรัฐฯ สามารถสร้างแนวร่วมพหุภาคีได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ที่ได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังพลและเงินทุนจากพันธมิตรทั่วโลก หรือแม้แต่ในสงครามอิรักยุค 2000s ที่เต็มไปด้วยข้อถกเถียง สหรัฐฯ ก็ยังสามารถดึงเกือบ 40 ประเทศเข้าร่วมปฏิบัติการได้ นี่คือข้อพิสูจน์ว่าอำนาจของสหรัฐฯ ทำงานผ่าน “แนวร่วม” ไม่ใช่การกระทำฝ่ายเดียว (Unilateralism)

              2. ​วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บททดสอบที่เผยให้เห็นรอยร้าว ​ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกือบ 1 ใน 5 ของโลกต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้ เมื่อความตึงเครียดกับอิหร่านพุ่งสูงขึ้นและราคาน้ำมันทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้พันธมิตรเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ ซึ่งตามหลักการแล้ว พันธมิตรทุกประเทศล้วนมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน

​               ทว่า ปฏิกิริยาตอบรับกลับสะท้อนถึงความถดถอยของอิทธิพลสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
                  – ​ปฏิเสธการเข้าร่วมโดยสิ้นเชิง: สเปน อิตาลี เยอรมนี และออสเตรเลีย
                  – ​สงวนท่าทีและหลีกเลี่ยงปฏิบัติการเชิงรุก: แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
                  – ​ลังเลที่จะให้คำมั่น: สหราชอาณาจักรยังคงอยู่ในกระบวนการหารือโดยไร้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม

​               การที่พันธมิตรหลักปฏิเสธที่จะแบกรับความเสี่ยงภายใต้ร่มธงของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิต (Cost) จากการที่วอชิงตัน โดยเฉพาะอิทธิพลจากขบวนการแนวคิดแบบ MAGA ได้ลดทอนคุณค่าของระบบพันธมิตร มองความร่วมมือเป็นเพียง “ภาระขาดทุน” และสร้างความแคลงใจต่อหลักประกันความมั่นคงที่มีให้กันมาอย่างยาวนาน

               3. สงครามสัปดาห์ที่ 4: ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์และ “เศรษฐกิจโลก” ในฐานะตัวประกัน เมื่อสงครามก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่วอชิงตันและเทลอาวีฟคาดการณ์ไว้ สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์แต่เริ่มแรก นั่นคือการใช้กำลังทหารบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนและปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง

               ในทางตรงกันข้าม อิหร่านกลับเป็นฝ่ายพลิกเกมกุมความได้เปรียบทางยุทธภูมิศาสตร์ ด้วยการเข้าควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างเบ็ดเสร็จ อิหร่านได้เปลี่ยนจุดตัดทางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้กลายเป็นอาวุธ โดยใช้ระบบเศรษฐกิจโลกเป็น “ตัวประกัน” อย่างแยบยล รัฐบาลเตหะรานเลือกใช้นโยบายเลือกปฏิบัติ (Selective Denial) โดยอนุญาตให้เฉพาะชาติพันธมิตรหรือรัฐที่เป็นมิตรสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบได้ตามปกติ แต่ปิดกั้นและปฏิเสธการสัญจรของกลุ่มประเทศปรปักษ์อย่างเด็ดขาด

               ยิ่งไปกว่านั้น การตอบโต้ของอิหร่านยังพุ่งเป้าไปที่รากฐานอำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ ด้วยการผลักดันให้เกิดการซื้อขายพลังงานผ่านระบบ “เปโตรหยวน” (Petroyuan) การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ทำลายการคว่ำบาตร แต่ยังท้าทายระบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจอเมริกันโดยตรง

               4. บททดสอบที่เผยรอยร้าว และการเร่งหา “ทางลง” ของสหรัฐฯ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกควบคุม และราคาน้ำมันพุ่งทะยานจนสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ปฏิกิริยาตอบรับจากพันธมิตรของสหรัฐฯ กลับเต็มไปด้วยความลังเลและปฏิเสธ ประเทศสำคัญอย่าง สเปน อิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างหลีกเลี่ยงที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกภายใต้การนำของสหรัฐฯ เพราะไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสงครามที่ตนไม่ได้ก่อ

               ผลกระทบที่ลุกลามอย่างรวดเร็วนี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาล ทั้งจากประชาคมระหว่างประเทศที่ต้องการให้ระงับความเสียหายทางเศรษฐกิจ และจากมติมหาชนภายในสหรัฐฯ เอง ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการทุ่มเททรัพยากรไปกับสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะชนะ ความกดดันเชิงซ้อนเหล่านี้ทำให้ทิศทางของสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าวอชิงตันกำลังพยายามมองหา “ทางลง” (Off-ramp) เพื่อยุติวิกฤตครั้งนี้ โดยมีท่าทีว่าอาจต้องยอมลดเพดานและร้องขอการเจรจากับอิหร่านโดยตรง ซึ่งถือเป็นการเสียหน้าทางการเมืองอย่างรุนแรงสำหรับมหาอำนาจอันดับหนึ่ง

369460

              5. บทสรุป: โลกใบใหม่ที่ปราศจากมหาอำนาจนำแบบเดิม

               การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกบีบให้ต้องหาทางเจรจาเพื่อยุติวิกฤต โดยที่พันธมิตรในยุโรปบางประเทศก็เริ่มสำรวจช่องทางเจรจาผลประโยชน์ทวิภาคีกับอิหร่านเพื่อเอาตัวรอด ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า หลักการความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security) ได้ถูกทำลายลงแล้ว ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ระบบพันธมิตรมักไม่แตกสลายลงในชั่วข้ามคืนด้วยเสียงระเบิด แต่มันจะค่อยๆ ผุกร่อนเมื่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงเดิมไม่สามารถให้หลักประกันได้อีกต่อไป หากวิกฤตการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยการที่สหรัฐฯ ต้องยอมประนีประนอมภายใต้เงื่อนไขที่ถูกอิหร่านบีบคั้น สหรัฐอเมริกาจะต้องตื่นขึ้นมาพบกับโลกที่แปลกหน้า โลกที่กระจัดกระจาย ไร้ระเบียบกฎเกณฑ์แบบเดิม และไม่ได้ถูกกำหนดรูปร่างโดยอิทธิพลของวอชิงตันแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

 

ที่ทา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน