พลิกวิกฤตสงครามพลังงานโลก สู่ยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์-พลังงานสะอาด” และความมั่นคงทางการทหารของไทย /โดย: ดร.Force

359091

      เมื่อเปลวไฟแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางลุกลามจนกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสูญเสียในพื้นที่ แต่ได้สร้าง “แรงกระเพื่อมระดับสากล” ที่กระชากให้ห่วงโซ่การขนส่ง (Logistics) และการกระจายพลังงานโลกต้องสะดุดลง ภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบและราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรงกำลังตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวดว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่าง “ประเทศไทย” กำลังยืนอยู่บนปากเหวของความเสี่ยงขั้นวิกฤต

               ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในนิยามปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือ “ความอยู่รอดของชาติ” และหากขาดซึ่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะพังทลาย และที่สำคัญที่สุด ยุทโธปกรณ์ทางทหารก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กที่ไร้ชีพจร

               บทเรียนจากความตื่นรู้ของมหาอำนาจ และจุดอ่อน “วัวหายล้อมคอก” ของไทย หากเรามองออกไปนอกบ้าน จะเห็นวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่บริโภคพลังงานมหาศาล ได้อ่านเกมล่วงหน้ามานับสิบปี พวกเขาไม่ได้รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยหาทางแก้ แต่ได้เข้าไปลงทุนและกำหนดจุดยุทธศาสตร์ในการตั้ง คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทก (Buffer) และประกันความเสี่ยงให้กับเส้นทางสายไหมทางทะเลของตนเอง ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียเองก็มีทรัพยากรและระบบการจัดการคลังสำรองของรัฐที่เข้มแข็ง

               ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ยุทธศาสตร์พลังงานของเราที่ผ่านมามักตกอยู่ในวังวนของความประมาท อาศัยกลไกการตลาดและการสำรองของภาคเอกชนเป็นหลัก มีพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบ “วัวหายล้อมคอก” คือรอให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันหรือของขาดแคลนก่อน แล้วจึงค่อยออกมาตรการอุดหนุนระยะสั้น ซึ่งเป็นการผลาญงบประมาณแผ่นดินโดยไม่ได้สร้างรากฐานความมั่นคงใดๆ

               บูรณาการ 3 เสาหลัก: รัฐ เอกชน และ “กองทัพไทย” การจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ประเทศไทยไม่อาจผลักภาระไปที่ภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างระบบสำรองที่บูรณาการ 3 เสาหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ หน่วยงานความมั่นคง (กองทัพไทย)

              ในภาวะสงครามหรือวิกฤตการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ห่วงโซ่อุปทานของพลเรือนจะล่มสลายเป็นอันดับแรก หากกองทัพไม่มีการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่เพียงพอและแยกขาดจากการใช้ของพลเรือน ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรักษาความสงบเรียบร้อยจะถูกตัดทอนลงทันที

              1. การสำรองเพื่อปฏิบัติการทางทหาร: กองทัพต้องมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองที่สามารถรองรับแผนป้องกันประเทศได้ในระยะยาว (Sustainment) โดยไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรกับภาคประชาชนในยามวิกฤต

              2. การกระจายความเสี่ยงทางยุทธวิธี: คลังน้ำมันของกองทัพต้องไม่กระจุกตัว แต่ต้องถูกออกแบบให้ทนทานต่อการโจมตีทางทหารหรือภัยพิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องบินรบ เรือรบ และระบบส่งกำลังบำรุงจะยังคงปฏิบัติการได้ในทุกสภาวการณ์

              “แลนด์บริดจ์” ต้องเป็นมากกว่าทางผ่าน แต่คือ “ป้อมปราการพลังงานชาติ” รัฐบาลกำลังผลักดันอภิมหาโปรเจกต์อย่าง “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) ชุมพร-ระนอง เพื่อเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร แต่หากเรามองโครงการนี้เป็นเพียง “ระบบโลจิสติกส์ทางเลือก” ถือว่าเรากำลังเสียของและมองข้ามศักยภาพที่แท้จริง

              ในเชิงยุทธศาสตร์ แลนด์บริดจ์จะต้องถูกยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงานและคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ” โดยมีองค์ประกอบดังนี้
              [1] การจัดสรรพื้นที่แบบบูรณาการ: ต้องมีการแบ่งโซนคลังสำรองให้ชัดเจน ทั้งสำหรับเชิงพาณิชย์ (เอกชน) สำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (รัฐบาล) และ สำหรับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (กองทัพ)

              [2] จุดยุทธศาสตร์ส่งกำลังบำรุง: หากช่องแคบมะละกาถูกปิดกั้น พื้นที่แลนด์บริดจ์จะกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางทหารและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด การมีคลังสำรองของกองทัพที่จุดนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทั้งสองฝั่งมหาสมุทรได้อย่างทันท่วงที

              ทางรอดที่แท้จริง: สลัดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล สู่ “เอกราชทางพลังงานหมุนเวียน” อย่างไรก็ตาม การสำรองน้ำมันเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ตราบใดที่เรายังต้องนำเข้าน้ำมัน เราก็ยังคงเป็นเป้านิ่งในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก ยุทธศาสตร์ขั้นสูงสุดที่ไทยต้องเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่นับจากวินาทีนี้ คือ การสนับสนุนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างเต็มรูปแบบ

              1) ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย: ภาครัฐต้องเปิดเสรีและอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวลในทุกระดับ

              2) ความมั่นคงแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Security): การมีแหล่งผลิตพลังงานและระบบ Microgrid กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงในค่ายทหารและหน่วยงานความมั่นคง จะทำให้ระบบพลังงานของชาติมีความยืดหยุ่น (Resilience) หากโครงข่ายหลักถูกทำลาย หน่วยงานความมั่นคงก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและปฏิบัติภารกิจต่อไปได้

359092

              บทสรุป

               โลกแห่งอนาคตคือโลกแห่งความผันผวน ประเทศไทยไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลยุทธ์ตั้งรับแบบเดิม การสร้างคลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งพลเรือนและกองทัพ โดยใช้ประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่ไปกับการเร่งรัดสู่พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เดียวที่จะเปลี่ยนสถานะของไทยจากผู้พึ่งพา สู่การมี “เอกราชและอำนาจอธิปไตยทางพลังงาน” อย่างแท้จริง

              อยู่ที่ว่า… เราจะเริ่มลงมือสร้างกำแพงและตระเตรียมเสบียงตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอให้ไฟสงครามลามมาถึงหน้าประตูบ้าน แล้วค่อยหาน้ำมาดับไฟ?

 

ที่มา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน