ไทยจะรอดได้อย่างไรในโลกที่ไม่รอใคร!!! โดย ดร.Force

#จากประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางสู่รัฐสมรรถนะสูงและรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ทางแยกของการเมืองระยะสั้น หากเป็นทางแยกของ “#โครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจ” ที่จะกำหนดชะตากรรมของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การจัดเก็บภาษีที่ต่ำกว่าศักยภาพ การคอรัปชันที่ฝังรากลึก สังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดต่ำ คุณภาพการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับโลกเทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ล้วนไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน แต่คืออาการเดียวกันของ “#รัฐที่สมรรถนะลดลง” (Declining State Capacity)
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า GDP ไทยจะโตได้อีกหรือไม่ แต่คือ รัฐไทยยังมีความสามารถพอที่จะออกแบบอนาคตของตนเองหรือไม่?
#กับดักรายได้ปานกลาง: ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาอำนาจรัฐ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยถูกอธิบายว่าติดกับดักรายได้ปานกลางเพราะขาดนวัตกรรม ขาดเทคโนโลยี หรือขาดแรงงานคุณภาพ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ #โครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้ระบบเดิมอยู่รอด
เมื่อทุนผูกขาดไม่ต้องแข่งขัน เมื่อแรงงานราคาถูกยังถูกใช้แทนเทคโนโลยี เมื่อรัฐอ่อนแอเกินกว่าจะเลือก “ผู้ชนะและผู้แพ้” ทางเศรษฐกิจ ประเทศย่อมไม่มีแรงจูงใจจะเปลี่ยนแปลง แม้โลกจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
ประเทศที่หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ฟินแลนด์ หรืออิสราเอล ล้วนมีจุดร่วมสำคัญ คือ รัฐที่เข้มแข็งพอจะท้าทายผลประโยชน์เดิม และลงทุนในอนาคตอย่างมีวินัย
#เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวแต่คือความมั่นคงแห่งชาติ
ในโลกศตวรรษที่ 21 ความมั่นคงไม่ได้วัดจากจำนวนรถถัง เรือรบและเครื่องบินเพียงอย่างเดียว หากวัดจากผลิตภาพแรงงาน ความสามารถด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางสังคม และศักยภาพทางการคลังของรัฐ
GDP ต่ำ หมายถึงภาษีน้อย
ภาษีน้อย หมายถึงรัฐอ่อน
รัฐอ่อน หมายถึงกองทัพอ่อน การศึกษาอ่อน และอำนาจต่อรองระหว่างประเทศลดลง
ในบริบทนี้ คอรัปชันจึงไม่ใช่แค่ปัญหาศีลธรรม แต่คือ ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ ที่บ่อนทำลายอธิปไตยของรัฐจากภายใน เปิดช่องให้ทุนต่างชาติและอำนาจภายนอกแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและการเมืองได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
#จากรัฐที่เอาตัวรอดสู่รัฐที่กำหนดเกม
การปฏิรูปประเทศไทยไม่อาจทำได้ด้วยนโยบายเฉพาะหน้า หากต้องเป็น Roadmap ระยะยาวที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
ในช่วง 5 ปีแรก สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเติบโตแบบหวือหวา แต่คือการ “#หยุดเลือดไหล” ด้วยการ #เพิ่มขีดความสามารถรัฐ ปิดช่องรั่วภาษี ปราบคอรัปชันเชิงระบบ และเปลี่ยนราชการสู่ Digital–AI Governance เพื่อให้รัฐกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วง 5–10 ปีถัดมา คือ #การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จากการพึ่งแรงงานราคาถูกและทรัพยากร ไปสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภาพสูง รัฐต้องกล้าลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ AI, Semiconductor, Biotech, Green Energy ไปจนถึงอุตสาหกรรมความมั่นคง และใช้การศึกษาเป็นเครื่องจักรผลิต GDP ไม่ใช่แค่เครื่องมือแจกโอกาสเชิงสังคม
และในระยะ 10–20 ปี เมื่อฐานเศรษฐกิจแข็งแรง รัฐสวัสดิการจึงจะไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นกลไกสร้างเสถียรภาพสังคม ทำให้ประชาชนกล้าเสี่ยง กล้าคิด กล้าสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะย้อนกลับมาเสริมพลังเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐเอง
ท่องเที่ยว การศึกษา และสังคมสูงวัย: ทรัพยากรหรือภาระ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
ประเทศไทยมีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่โดดเด่นระดับโลก แต่การใช้ประโยชน์แบบเน้นปริมาณกำลังทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม และรายได้ต่อหัวต่ำกว่าศักยภาพ การเปลี่ยนสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทรัพยากร และการจำกัดความสามารถรองรับนักท่องเที่ยว จึงไม่ใช่การปิดประเทศ แต่คือการรักษาสินทรัพย์ของชาติ
ในขณะเดียวกัน สังคมสูงวัยไม่จำเป็นต้องเป็นภาระ หากรัฐลงทุนในเทคโนโลยี ระบบสุขภาพ และการยกระดับทักษะแรงงานให้สามารถทำงานได้นานขึ้นและมีผลิตภาพสูงขึ้น ประเทศที่คนแก่แต่ยังรวย ย่อมมั่นคงกว่าประเทศที่หนุ่มสาวมากแต่ยากจน
#รัฐไทยควรเป็นรัฐแบบใด?
คำตอบไม่ใช่รัฐเล็กที่ปล่อยตลาดทุกอย่าง และไม่ใช่รัฐแจกเงินโดยไร้วินัย แต่คือ รัฐพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่มีรัฐสวัสดิการรองรับ
รัฐที่กล้าเลือกทิศทาง
รัฐที่ลงทุนในอนาคต
รัฐที่สร้างความมั่นคงให้ชีวิตประชาชน
เพราะในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน ประเทศที่ไม่สามารถออกแบบอนาคตของตนเอง ย่อมกลายเป็นเพียงสนามแข่งขันของผู้อื่น
#บทส่งท้าย
ประเทศไทยไม่ได้ยากจนเพราะขาดทรัพยากร หากแต่ยังไม่กล้าเปลี่ยนโครงสร้างรัฐให้สอดคล้องกับโลกใหม่
การเพิ่ม GDP ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่คือผลลัพธ์ของรัฐที่มีสมรรถนะ
รัฐสวัสดิการไม่ใช่ความฝันซ้ายหรือขวา แต่คือเครื่องมือสร้างความมั่นคง
และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า “ไทยจะโตได้แค่ไหน”
แต่คือ ไทยจะกล้าเปลี่ยนตัวเองก่อนที่โลกจะทิ้งเราไว้ข้างหลังหรือไม่
เรียบเรียงโดย น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์


เรื่องน่าอ่าน
10 คณะกรรมการโก๋ & กี๋หลังวังรุ่นเก๋า!!! ร่วมค้นหาดาวดวงใหม่ ครองแชมป์ “โก๋หลังวัง” ซีซั่น 4 ปี 2569 ลุ้น!!! ไปกับ 20 โก๋ & กี๋ หลังวังรุ่นใหม่ รอบชิงชนะเลิศ 20 กันยายนนี้ ณ เวทีศาลาเฉลิมกรุง
กรณีคดีฮั้ว สว. ผ่านสื่อและช่องทางออนไลน์
ศุภณัฐกาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม. งบหมื่นล้านตลอด 3 ปี ล่มคามือ เหตุทำผิดกฎหมาย-ล็อกสเปก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
กบน.ปรับอัตรากองทุนน้ำมันใหม่ อุดหนุนดีเซล 8.43 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย. 2569 หลังกบง.เคาะลดดีเซลหน้าโรงกลั่นลิตรละ 4 บาท
เครือข่ายสารเสพติดบุกพรรคภูมิใจไทย จี้ “อนุทิน” ลงนามดัน พ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับประชาชนเข้าสภา
DSI บูรณาการร่วมกับ 18 หน่วยงาน ร่วมกันตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล โดยการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม ปรับราคาค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา รถ 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 80 บาท มีผล 15 ธันวาคม 2569