“ฝันร้ายแห่งอ่าวเปอร์เซีย” เมื่อยุทธวิธีฝูงผึ้งและขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ปิดบัญชีกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ /โดย ดร.Force

1993563

     เราลองมาคิดวิเคราะห์ดูว่า หากอิหร่านจะโจมตีกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ อิหร่านจะทำได้อย่างไรบ้าง?

              วิเคราะห์แนวทางยุทธวิธี Anti-Access/Area Denial (A2/AD) ของกองทัพอิหร่าน อ่าวเปอร์เซียไม่ใช่มหาสมุทรเปิด แต่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็น “ระบบปิด” ที่คับแคบและมีน้ำตื้น สำหรับกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Group – CSG) ของสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดมหึมา การแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้ามาในพื้นที่นี้ เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ “พื้นที่สังหาร” (Kill Box) ที่ศัตรูวางกับดักรอไว้แล้ว

               หากสงครามปะทุขึ้นเต็มรูปแบบ กองทัพอิหร่านจะไม่ใช้เรือรบขนาดใหญ่เข้าแลก แต่จะใช้ยุทธวิธี “การโจมตีแบบอิ่มตัวขั้นสุดยอด” (Ultimate Saturation Attack) ซึ่งเป็นการสนธิกำลังระหว่างอาวุธราคาถูกปริมาณมหาศาล เพื่อเปิดทางให้อาวุธความเร็วเหนือเสียงระดับไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic) เข้าทำลายเป้าหมายหลัก โดยแบ่งปฏิบัติการออกเป็น 2 เฟสหลัก ดังนี้ครับ

               เฟสที่ 1: การปูพรมดึงกำลัง และตัดกำลังสกัดกั้น (The Swarm & Depletion Phase) เป้าหมายแรกของอิหร่าน ไม่ใช่การจมเรือบรรทุกเครื่องบินในทันที แต่คือการทำลาย “โล่” ของกองเรือ นั่นคือระบบเรดาร์ Aegis และคลังแสงจรวดสกัดกั้นบนเรือพิฆาตคุ้มกัน

                    [1] ยุทธวิธีฝูงผึ้ง (Swarm Tactics): อิหร่านจะเปิดฉากด้วยการระดมปล่อยฝูงโดรนพลีชีพ (Kamikaze Drones)  นับร้อยลำ บินเรี่ยคลื่นทะเลเพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์ ผสานกับการใช้เรือเร็วโจมตี (FIAC) จำนวนมากที่ติดอาวุธปล่อยนำวิถี พุ่งเข้าหากองเรือสหรัฐฯ จากทุกทิศทางพร้อมๆ กัน

                    [2] จุดตายเรื่อง “กระสุนมีจำกัด” (Magazine Depth Problem): แม้ระบบคอมพิวเตอร์ Aegis ของสหรัฐฯ จะฉลาดพอที่จะล็อกเป้าโดรนได้ทั้งหมด แต่ปัญหาคือท่อยิงจรวด (VLS) บนเรือพิฆาตมีจำกัด (ประมาณ 90-96 ท่อต่อลำ) กองเรือสหรัฐฯ จะถูกบีบให้ต้องยิงจรวดสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ราคาแพงนัดละหลายล้านดอลลาร์ เพื่อทำลายโดรนราคาหลักแสน

                    [3] ผลลัพธ์ของเฟสแรก: เมื่อโดรนและเรือเร็วพุ่งเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อน ระบบประมวลผลของกองเรือจะเกิดภาวะโหลดข้อมูลเกินพิกัด (Overwhelmed) และที่สำคัญที่สุดคือ “แม็กกาซีนจรวดสกัดกั้นจะว่างเปล่า” ทำให้เรือรบสูญเสียขีดความสามารถในการป้องกันตนเองระยะไกล

               เฟสที่ 2: ดาบสังหารปิดบัญชี (The Hypersonic Kill Shot) ในเสี้ยววินาทีที่ระบบป้องกันของสหรัฐฯ กำลังชุลมุนถึงขีดสุด และจรวดตระกูล Standard Missile (SM) ถูกใช้ไปจนหมด อิหร่านจะงัดไพ่ตายใบสุดท้ายออกมา นั่นคือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Missiles) ที่อาจได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากรัสเซียหรือจีน

                    [1] ความเร็วที่ฉีกกฎฟิสิกส์การป้องกัน: ด้วยความเร็วที่มากกว่า มัค 5 (เร็วกว่าเสียง 5 เท่า หรือกว่า 6,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หากยิงจากชายฝั่งอิหร่าน ขีปนาวุธจะใช้เวลาเดินทางถึงเป้าหมายเพียง “หลักวินาที” เรดาร์ของสหรัฐฯ จะแทบไม่มีเวลาแจ้งเตือนให้ลูกเรือเตรียมพร้อม

                   [2] วิถีโค้งที่คาดเดาไม่ได้: ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่นใหม่สามารถร่อนหลบหลีก (Maneuverable) กลางอากาศได้ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ไม่สามารถคำนวณจุดตัดเพื่อยิงสกัดกั้นได้เหมือนขีปนาวุธยุคเก่า

                   [3] ทะลวงปราการด่านสุดท้าย: ปืนกลระยะประชิด (CIWS หรือ Phalanx) ที่พ่นกระสุนได้ 4,500 นัดต่อนาที จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เพราะเป้าหมายพุ่งเข้ามาเร็วกว่าความเร็วกระสุนปืนกลเสียอีก

                   [4] Mission Kill ด้วยพลังงานจลน์: ขีปนาวุธประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีหัวรบระเบิดขนาดใหญ่ เพียงแค่น้ำหนักของตัวจรวดที่พุ่งชนดาดฟ้าเรือด้วยความเร็ว มัค 5 ก็สร้างพลังงานจลน์มหาศาล เจาะทะลุชั้นดาดฟ้าบิน (Flight Deck) ทะลวงลงไปทำลายลานจอดเครื่องบินด้านล่าง หรือแม้แต่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ส่งผลให้เรือบรรทุกเครื่องบินหมดสภาพการรบ (Mission Kill) และต้องถอนตัวออกจากสงครามทันที

1993566

              บทสรุปทางยุทธศาสตร์: อวสานการครองอ่าวเปอร์เซีย

               ยุทธวิธีผสมผสานนี้ ได้สร้าง “พื้นที่ห้ามเข้า” (No-Go Zone) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา การตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามนี้ บีบให้ผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด พวกเขาจะไม่กล้าเสี่ยงนำเรือบรรทุกเครื่องบินมูลค่าแสนล้านบาทและชีวิตทหารกว่า 5,000 นาย ล่วงล้ำเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียอีกต่อไป

               กองเรือสหรัฐฯ จะต้องล่าถอยออกไปลอยลำอยู่กลางทะเลอาหรับ (Arabian Sea) เพื่อรักษาระยะห่างให้พ้นจากรัศมีทำการของขีปนาวุธ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า อิหร่านได้รับชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในการผลักดันอิทธิพลทางทะเลของสหรัฐฯ ออกจากน่านน้ำหน้าบ้านตนเองได้สำเร็จ โดยอาจไม่จำเป็นต้องยิงเรือให้จมลงก้นทะเลเลยแม้แต่ลำเดียวครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน