ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960 หากมีนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า “เกาหลีใต้จะผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทิ้งห่างไทยหลายเท่าตัว” คำกล่าวนั้นคงถูกมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ในยุคนั้น เกาหลีใต้เพิ่งบอบช้ำจากไฟสงครามที่เปลี่ยนคาบสมุทรให้กลายเป็นเถ้าถ่าน รายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) ของชาวเกาหลีใต้อยู่ที่ราว 82 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าไทยที่อยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐเสียอีก
แต่วันนี้ ภูมิทัศน์โลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นวัตกรรมในมือคุณอาจเป็น Samsung ยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนอาจเป็น Hyundai และกระแสวัฒนธรรมที่ครอบงำคนรุ่นใหม่คือ K-pop และ K-drama เกาหลีใต้ได้สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะประเทศแรกที่พลิกสถานะจาก “ชาติผู้รับความช่วยเหลือ” (Aid Recipient) สู่การเป็น “ชาติผู้มอบความช่วยเหลือ” (Donor Country) ในเวทีโลก คำถามเชิงวิพากษ์ที่สำคัญคือ “พวกเขาทำได้อย่างไร?” และที่สำคัญกว่านั้น “ไทยทำพลาดตรงไหน และเราต้องทำอย่างไรเพื่อก้าวให้ทัน?”
【ถอดรหัส 3 เสาหลัก: ความสำเร็จที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา】 ความก้าวกระโดดของเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรืออาศัยโชคชะตา แต่เกิดจากการรื้อโครงสร้างและดำเนินนโยบายแบบ “ทุบหม้อข้าว” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักที่ทรงพลัง
1. รัฐนำเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์ “ส่งออกหรือตาย” (Export or Perish) ในยุคของประธานาธิบดี ปัก จองฮี รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตตามยถากรรม แต่สวมบทบาทเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบประเทศผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีอย่างเข้มงวด รัฐบาลเลือกที่จะสร้าง “อุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์” (HCI) จากศูนย์ ทั้งเหล็กกล้า (POSCO) และการต่อเรือ แม้จะถูกคัดค้านจากธนาคารโลกในขณะนั้นก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้กลไกการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและสิทธิพิเศษทางภาษีแก่เอกชน โดยมีเงื่อนไขชี้ขาดว่า “ต้องทำยอดส่งออกให้ได้ตามเป้า” หากทำไม่ได้ รัฐจะตัดความช่วยเหลือทันที นี่คือระบบรัฐนำที่ให้รางวัลคนเก่งและลงโทษคนล้มเหลวอย่างเด็ดขาด
2. ทุนผูกขาดที่ต้องแบกความหวังของชาติ (The Chaebol Engine) ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนครอบครัวขนาดใหญ่ หรือ “แชโบล” (Chaebol) อย่าง Samsung, Hyundai, SK และ LG รัฐบาลอุ้มชูกลุ่มทุนเหล่านี้เพื่อสร้าง “บริษัทแชมเปี้ยน” ที่มีสเกลใหญ่พอจะไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับโลก แม้ในมุมหนึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน (จนเกิดวาทกรรม Hell Joseon) แต่ในแง่ของการเร่งเครื่องทางเศรษฐกิจ กลุ่มแชโบลเหล่านี้คือหัวหอกที่ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งปัจจุบันเกาหลีใต้ลงทุนใน R&D สูงถึงเกือบ 5% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
3. การลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ด้วยความที่ไร้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ เกาหลีใต้จึงมีเพียง “สมองและสองมือ” ค่านิยมการทุ่มเทให้การศึกษา (Education Fever) ถูกฝังรากลึก พ่อแม่ยอมทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียนกวดวิชา สิ่งนี้สร้างแรงงานทักษะสูงที่พร้อมป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี นอกจากนี้ หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) อย่างจริงจัง โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุน และเทคโนโลยี ทำให้วัฒนธรรมเกาหลีกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 21
【บริบทของไทย: ถึงเวลาออกจาก “กับดัก” และเลิกย่ำอยู่กับที่】 เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราเคยเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้ามาตั้งฐานการผลิตได้อย่างมหาศาล แต่ปัญหาคือ เราหยุดอยู่แค่การเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” (OEM) เราไม่ได้ต่อยอดสร้างแบรนด์หรือนวัตกรรมของตนเองอย่างจริงจัง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูงและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ฐานการผลิตจึงเริ่มย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่า หรือมีข้อตกลงการค้าที่ดีกว่า ทำให้ไทยติดหล่มอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) อย่างสมบูรณ์
【ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ก้าวต่อไปที่ไทยต้องกล้าทำ】 หากไทยต้องการพลิกฟื้นศักยภาพและไล่ตามพลวัตของโลกให้ทัน นี่คือแนวทางยุทธศาสตร์ที่ควรเร่งดำเนินการ
1. เปลี่ยนจากการเป็น “ผู้รับจ้าง” สู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” (Indigenous Innovation) รัฐต้องปรับรูปแบบการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใหม่ เลิกเน้นแค่การดึงคนมาตั้งโรงงานเพื่อสร้างการจ้างงานราคาถูก แต่ต้องตั้งเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างเป็นรูปธรรม และต้องมีกองทุนสนับสนุน SME หรือ Startup ไทยที่มีศักยภาพระดับ “Deep Tech” อย่างจริงจัง เพื่อสร้าง S-Curve ที่เป็นของเราเอง ไม่ใช่ของต่างชาติ
2. ดำเนินนโยบาย “รัฐสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข” (Conditional State Support) เปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหหรือนโยบายประชานิยมที่ได้ผลแค่ระยะสั้น เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แบบมีเป้าหมาย (Targeted Subsidies) เอกชนที่จะได้รับการสนับสนุนต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ เช่น การสร้างมูลค่าการส่งออก การจดสิทธิบัตร หรือการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้กับธุรกิจท้องถิ่น
3. ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้าง Resilience และทักษะแห่งอนาคต เกาหลีใต้สอนให้เรารู้ว่าทุนมนุษย์คือฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด ไทยต้องรื้อระบบการศึกษาที่เน้นการท่องจำ ไปสู่การสร้าง “ทักษะการคิดวิเคราะห์” (Critical Thinking) นอกจากนี้ การบูรณาการวิชาที่สร้างเสริมความแข็งแกร่งทางจิตใจและร่างกาย (Mental and Physical Resilience) เช่น ศิลปะ ดนตรี และกีฬา เข้าไปในหลักสูตรแกนกลาง โดยลดทอนการประเมินผลที่ตึงเครียด จะช่วยสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวนและเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาทดแทนแรงงาน
4. สร้าง Soft Power ด้วย “ระบบนิเวศ” ไม่ใช่แค่ “คำโปรโมต” การขับเคลื่อน Soft Power ของไทยต้องเลิกทำแบบฉาบฉวย หรือเพียงแค่นำของดีที่มีอยู่แล้วมาโฆษณา รัฐต้องเข้าไปเป็นผู้ “อำนวยความสะดวก” (Facilitator) โดยการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การตั้งกองทุนสนับสนุนคนทำหนัง ทำเพลง และศิลปิน รวมถึงการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด
【บทสรุป】
“ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน” ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขอพร แต่เกิดจากการทำงานหนัก การเสียสละ และวิสัยทัศน์ที่แน่วแน่ของทั้งชาติ ประเทศไทยในวันนี้มีศักยภาพและต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ไม่แพ้ใคร สิ่งที่เราขาดคือ “ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างจริงจัง” หากเรายังคงเลือกเพลิดเพลินกับบุญเก่า ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เราอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศที่เกาหลีใต้ทิ้งห่าง แต่เราอาจถูกโลกทั้งใบก้าวข้ามไปอย่างถาวร
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
*************************************************************************************************



เรื่องน่าอ่าน
จากรอยยิ้มสู่รอยน้ำตา: ถอดบทเรียน “ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน” และทางรอดของไทยในวันที่โลกไม่รอ /โดย: ดร.Force
ถอดรหัสสมการอำนาจ: ทำไมคนไทยถึงไร้สิทธิเสียง และเราจะทวงคืนโครงสร้างที่เป็นธรรมได้อย่างไร?/โดย: ดร.Force
ร่างกฎหมาย NDAA 2027 ประตูสู่การ “หลอมรวม” กองทัพสหรัฐฯ-อิสราเอล และนัยยะต่อความมั่นคงโลก /โดย: Dr.Force
อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดีพนันออนไลน์ – ฟอกเงินข้ามชาติ ผู้ต้องหา “นารีรัตน์ กับพวก” โยงเครือข่ายนักการเมืองระดับประเทศ ทุกข้อหาตามความเห็น DSI
DSI จับผู้ต้องหาร่วมกระทำผิดกับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 2,000 ต่อปี
รอยร้าวแสนล้านที่เอกวาดอร์ สู่ 7 เมกะโปรเจกต์ไทย — เมื่อ “สินบน” และ “ความหละหลวม” ผลักภาระสู่คนรุ่นหลัง /โดย: ดร.Force
1,640 ล้านบาทกับ “TH-AI Passport” รัฐคิดแทนประชาชน หรือผลประโยชน์แฝง?
DSI รวบแม่ค้าลูกชิ้นทอดรับจ๊อบเสริมเป็นบัญชีม้าให้แก๊งใบขับขี่ปลอมออนไลน์