
สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคในปี 2026 ได้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence) ระหว่างนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ภาวะการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินเยนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในของประเทศญี่ปุ่น แต่ได้ลุกลามกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
บทความนี้มุ่งตรวจสอบความเชื่อมโยงของกลไก Yen Carry Trade ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ตลอดจนบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการจัดการกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว
1. โครงสร้างหนี้สหรัฐฯ และความเชื่อมโยงกับธุรกรรม Yen Carry Trade หัวใจสำคัญของวิกฤตนี้คือบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะ “เจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุด” ของสหรัฐอเมริกา โดยถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ กลไกที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์นี้ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาคือธุรกรรม Carry Trade
1.1 กลไกการทำงาน: นักลงทุนสถาบันและกองทุนระดับโลกทำการกู้ยืมเงินเยนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก (ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์) เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
1.2 ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: ธุรกรรมนี้สร้างอุปสงค์เทียมให้กับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ช่วยกดให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ และเอื้อให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถก่อหนี้ในต้นทุนที่ถูกลงได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
2. ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ’s Dilemma) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังเผชิญกับสภาวะที่ท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยมีทางเลือกที่จำกัดและล้วนส่งผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรง
2.1 ทางเลือกที่ 1 การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ: หาก BOJ เลือกที่จะไม่แทรกแซง อัตราแลกเปลี่ยนจะทะลุแนวต้านสำคัญ (เช่น 160 เยนต่อดอลลาร์) ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงขึ้น และสร้างภาวะเงินเฟ้อที่กัดกร่อนอำนาจซื้อของภาคครัวเรือนญี่ปุ่น
2.2 ทางเลือกที่ 2 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Rate Hike): หาก BOJ ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน จะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Yield Spread) ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง นำไปสู่การปิดสถานะ ของธุรกรรม Carry Trade กองทุนต่างๆ จะถูกบังคับให้เทขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อนำเงินกลับไปชำระหนี้สกุลเงินเยน
3. หน้าผาทางการคลังของสหรัฐฯ ปี 2026 (The 2026 Fiscal Cliff) ความกังวลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ สก็อตต์ เบสเซนต์ มีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริงทางตัวเลขที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในปี 2026 สหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการจัดหาเงินทุนใหม่ (Refinancing) สำหรับหนี้สินเดิมที่ครบกำหนดอายุ สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์
ปัจจุบัน หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐฯ ทะลุระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หากญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ผันตัวเป็น “ผู้ขาย” อุปทานของพันธบัตรที่ล้นตลาดจะบีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การประเมินทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ทุกๆ การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทน 1% (100 Basis Points) จะสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแก่รัฐบาลสหรัฐฯ ถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตความน่าเชื่อถือทางการคลังได้
4. ปัจจัยเร่งทางภูมิรัฐศาสตร์: วิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน ความพยายามในการแทรกแซงค่าเงินของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น (MOF) ที่ผ่านมา (อาทิ การอัดฉีดเงินทุนสำรองกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม) ประสบความล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
การยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้ถึง 90% ต้องเผชิญกับสภาวะขาดดุลการค้าที่รุนแรงขึ้น ยิ่งเป็นการสร้างแรงกดดันเชิงลบต่อค่าเงินเยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5. การเปลี่ยนผ่านบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ สก็อตต์ เบสเซนต์ ความย้อนแย้งที่น่าสนใจในวิกฤตครั้งนี้คือบทบาทของ สก็อตต์ เบสเซนต์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Soros Fund Management ผู้ซึ่งในปี 1992 เคยเป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้ขับเคลื่อนการโจมตีค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง (เหตุการณ์ Black Wednesday) จนธนาคารกลางอังกฤษพ่ายแพ้
ในปัจจุบัน ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เบสเซนต์ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เก็งกำไรที่ท้าทายระบบ” มาเป็น “ผู้คุมกฎที่ต้องปกป้องเสถียรภาพ” การแถลงการณ์สนับสนุนพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นของเขา จึงมิใช่มาตรการที่มุ่งช่วยเหลือญี่ปุ่นด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมทางการทูต แต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรับ (Defensive Strategy) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอเมริกัน
6. ฉากทัศน์และแนวโน้มทางนโยบาย สำหรับการประชุมกลุ่มประเทศ G7 ทิศทางในการจัดการกับวิกฤตการณ์นี้สามารถประเมินได้ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้
6.1 ฉากทัศน์ A: การแทรกแซงและช่วยเหลือร่วมกัน (Coordinated Support)
(1) กลไกนโยบาย: สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลืออย่างเต็มตัว โดยอาจเป็นการสนับสนุนสภาพคล่องหรือช่วยพยุงค่าเงินเยนทางอ้อม ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
(2) ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค: ระบบการเงินเดิมจะยังคงดำเนินต่อไปได้และช่วยให้ตลาดผ่อนคลายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้เป็นเพียงการซื้อเวลาและไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ทำให้ความเปราะบางเชิงโครงสร้างยังคงอยู่
6.2 ฉากทัศน์ B: การปรับทิศทางนโยบายของญี่ปุ่น (BOJ Capitulation)
(1) กลไกนโยบาย: ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่อาจทนรับแรงกดดันจากสภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินเยนที่อ่อนยวบได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจปล่อยให้กลไกตลาดทำงานและประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นการปิดฉากยุคเงินกู้ราคาถูกอย่างเป็นทางการ
(2) ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค: จะเกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขนานใหญ่เพื่อดึงเม็ดเงินกลับประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดการเงินโลกจะเผชิญกับความผันผวนขั้นวิกฤต
6.3 ฉากทัศน์ C: การทำข้อตกลงพลาซาครั้งใหม่ (Plaza Accord 2.0)
(1) กลไกนโยบาย: สก็อตต์ เบสเซนต์ และกลุ่มชาติมหาอำนาจใช้อำนาจทางการเมืองและการเงินเพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และสนับสนุนให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น
(2) ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค: โครงสร้างการค้าและการลงทุนของโลกจะถูกจัดระเบียบและเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการส่งออกของสหรัฐฯ แต่จะช่วยกอบกู้เสถียรภาพของระบบหนี้สาธารณะเอาไว้ได้
【บทสรุป: จุดชำระล้างของระบบทุนนิยมและรุ่งอรุณแห่งระเบียบการเงินใหม่】
วิกฤตการณ์ค่าเงินเยนและ “หน้าผาทางการคลัง” ของสหรัฐฯ ในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจทั่วไป แต่คือ “จุดชำระล้าง” ที่โลกต้องเผชิญกับผลพวงของการเสพติดนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ และการก่อหนี้เกินตัวมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
สถานการณ์นี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจว่า มหาอำนาจอันดับหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา กลับมีเสถียรภาพทางการคลังที่ผูกมัดอยู่กับความอยู่รอดของเงินเยนญี่ปุ่นอย่างแยกไม่ออก การที่อดีตผู้ท้าทายระบบอย่าง สก็อตต์ เบสเซนต์ ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้พิทักษ์เสถียรภาพเสียเอง เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าระบบการเงินในปัจจุบันนั้นเปราะบางและไร้ทางออกที่สวยงามเพียงใด
ไม่ว่าผลลัพธ์จากการเจรจาในเวทีระดับโลกจะจบลงที่ฉากทัศน์ใด สิ่งหนึ่งที่สามารถสรุปได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ ยุคทองของ “เงินทุนราคาถูก” ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
การตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่นและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในก้าวต่อไป จะไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่แค่ในตลาดพันธบัตรหรือกระดานแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่จะเป็นการเขียนกฎกติกาใหม่ให้กับระเบียบการเงินโลก ซึ่งทุกแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการใช้ชีวิต ภาคการส่งออก และกระเป๋าเงินของประชากรทั่วโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
พลวัตของอัตราแลกเปลี่ยนเยน-ดอลลาร์ และความเปราะบางของระบบการเงินสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ สก็อตต์ เบสเซนต์ /โดย: ดร.Force
ดีเอสไอ จัดประชุมเครือข่ายระดมผลิตชิ้นงานเชิงป้องกันภัยไซเบอร์
1,700 ล้านบาทกับฟุตบอลโลก 2026 ถึงเวลา “ตื่น” จากประชานิยมดูฟรี สู่โลกแห่งความเป็นจริง /โดย: Dr.Force
นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเจตนารมณ์ทางยุทธศาสตร์ผ่านสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน : ผลกระทบต่อระเบียบโลกและข้อเสนอแนะต่อความมั่นคงแห่งชาติของประเทศไทย /โดย ดร.Force
DSI ร่วม ตม.1 จับแม่เล้าหลอกชาวแทนซาเนียด้วยกันค้ากาม อ้างไสยศาสตร์มนต์ดำ
ยุติธรรม ดีเอสไอ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปปง. ถกวงใหญ่กับสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี ปิดช่องจดทะเบียนนอมินีต่างชาติ
DSI รวบผู้ต้องหาฟอกเงิน Forex-3D คาหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังพ้นโทษคดีอื่น ฝากขังต่อศาลอาญา
ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: บทเรียนจากการปรับโครงสร้างอุดมศึกษาจีนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย /โดย: Dr.Force