การที่ทางการซาอุดีอาระเบียส่งสัญญาณชัดเจนในการปฏิเสธไม่ให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรใช้น่านฟ้าเพื่อเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รายวัน แต่นี่คือ “หมุดหมายสำคัญ” (Milestone) ที่บ่งชี้ถึงการล่มสลายของสมการอำนาจเดิมที่สหรัฐฯ เคยผูกขาดในตะวันออกกลางมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ “ลูกน้องหักหน้าพี่ใหญ่” ในครั้งนี้ เราจำเป็นต้องถอดรหัสบริบททางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman – MBS)
【ปูภูมิหลัง: จาก “น้ำมันแลกความมั่นคง” สู่ “รอยร้าวที่ลึกเกินเยียวยา”】 จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างซาอุฯ และสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 1945 บนเรือรบ USS Quincy เมื่อประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ทำข้อตกลงกับกษัตริย์อับดุลอาซิซ ภายใต้สมการที่เรียบง่ายคือ “ซาอุฯ จะป้อนน้ำมันให้โลกตะวันตก แลกกับการที่สหรัฐฯ จะเป็นร่มเกล้าคุ้มครองความมั่นคงให้ซาอุฯ” สมการนี้ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นพี่ใหญ่ที่สั่งการได้เสมอมา
แต่ทำไมวันนี้ซาอุฯ ถึงกล้าปฏิเสธ? รอยร้าวนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มันก่อตัวขึ้นจาก 2 เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ซาอุฯ ตระหนักว่า สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ที่พึ่งพาได้อีกต่อไป
1. สหรัฐฯ พึ่งพาตัวเองได้ด้านพลังงาน: การปฏิวัติ Shale Oil ทำให้สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันได้เองจนแทบไม่ต้องพยาง้อตะวันออกกลาง สหรัฐฯ จึงเริ่มหันเหความสนใจไปที่เอเชีย (Pivot to Asia) เพื่อสกัดกั้นจีน
2. บาดแผลจากปี 2019 (จุดเปลี่ยนสำคัญ): โรงกลั่นน้ำมัน Aramco ของซาอุฯ ถูกโดรนและขีปนาวุธโจมตีอย่างหนัก (คาดว่าเป็นฝีมือกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง) ทว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น (ยุคโดนัลด์ ทรัมป์) กลับเลือกที่จะไม่ตอบโต้ทางการทหารเพื่อปกป้องซาอุฯ เหตุการณ์นั้นคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ MBS ตระหนักว่า หากเกิดสงคราม ซาอุฯ จะต้องเจ็บตัวฟรีโดยที่อเมริกาอาจแค่ยืนมอง
【ถอดรหัสยุทธศาสตร์: ทำไมซาอุฯ จึงเลือกจับมือศัตรู และหันหลังให้พันธมิตร?】 การตัดสินใจปิดน่านฟ้าและหันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่าน เป็นผลมาจากการคำนวณผลประโยชน์แห่งชาติ อย่างเลือดเย็นและแยบคาย ภายใต้ปัจจัย 4 ประการ ดังนี้
1. Vision 2030 เศรษฐกิจใหม่ต้องสร้างบนรากฐานของ “สันติภาพ” ซาอุฯ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งประวัติศาสตร์เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ เช่น เมืองอัจฉริยะ NEOM มูลค่านับล้านล้านเหรียญ ต้องการ “เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ” (FDI) ซึ่งทุนต่างชาติย่อมขี้ขลาดต่อสงคราม หากซาอุฯ ยอมให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าถล่มอิหร่าน ซาอุฯ จะตกเป็นเป้าหมายการล้างแค้นทันที สงครามเพียงไม่กี่วันสามารถเผาทำลายความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจที่ MBS พยายามสร้างมานับทศวรรษให้กลายเป็นจุล
2. ภัยคุกคามจากการล่มสลายของรัฐเพื่อนบ้าน (The Regime Collapse Dilemma) สหรัฐฯ และโดยเฉพาะอิสราเอลภายใต้การนำของ เบนจามิน เนทันยาฮู มีเป้าหมายสูงสุดคือการทำลายโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุฯ การมีรัฐบาลอิหร่านที่อ่อนแอจนประเทศล่มสลาย (Failed State) ไม่ใช่เรื่องดี หากอิหร่านกลายเป็นเหมือนซีเรียหรือลิเบีย กลุ่มติดอาวุธตัวแทน ทั่วภูมิภาคจะไร้การควบคุม ชายแดนจะเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยและความวุ่นวาย ซาอุฯ จึงเลือกยุทธศาสตร์ “บริหารจัดการศัตรู” (Managing the enemy) ดีกว่าการทำลายศัตรูจนเกิดสุญญากาศทางอำนาจ
3. การก้าวขึ้นมาของ “จีน” ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยคนใหม่ โลกได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อจีนเป็นเจ้าภาพไกล่เกลี่ยให้ซาอุฯ และอิหร่านกลับมาจับมือกัน นี่คือการตบหน้าการทูตของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ซาอุฯ อ่านเกมขาดว่า สหรัฐฯ เข้ามาในตะวันออกกลางพร้อมกับ “อาวุธและเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชน” แต่จีนเข้ามาพร้อมกับ “เม็ดเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน” ซาอุฯ จึงดึงจีนเข้ามาคานอำนาจสหรัฐฯ เพื่อสร้างสมดุล
4. สนธิสัญญาเปโตรดอลลาร์ที่กำลังเสื่อมมนต์ขลัง การที่ซาอุฯ ได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม BRICS+ และท่าทีที่เปิดกว้างในการรับชำระค่าการค้าน้ำมันเป็นสกุลเงินอื่น (เช่น หยวน) เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงวอชิงตันว่า อาวุธทางการเงินของสหรัฐฯ กำลังถูกท้าทาย หากสหรัฐฯ บีบคั้นซาอุฯ มากเกินไป ซาอุฯ ก็มีทางเลือกอื่นที่พร้อมจะสั่นคลอนสถานะสกุลเงินสำรองของโลกอย่างดอลลาร์ได้
【บทสรุป: ใครรอด ใครร่วง ในกระดานโลกพหุขั้ว (Multipolar World)】 เหตุการณ์นี้สามารถสรุปผลกระทบต่อขั้วอำนาจโลกได้ดังนี้
1. ผู้ชนะทางยุทธศาสตร์ (Strategic Winners)
1.1 ซาอุดีอาระเบีย: สลัดภาพ “รัฐบริวาร” ก้าวขึ้นเป็น “มหาอำนาจระดับภูมิภาค” (Middle Power) ที่มีอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) เต็มรูปแบบ สามารถเจรจากับทั้งวอชิงตัน ปักกิ่ง และมอสโก ได้บนผลประโยชน์ของตนเอง
1.2 จีน และ รัสเซีย: ได้พื้นที่ยืนในภูมิภาคที่อุดมด้วยทรัพยากร และประสบความสำเร็จในการตอกลิ่มความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรเก่าของตะวันตก
2. ผู้สูญเสียเชิงโครงสร้าง (Strategic Losers)
2.1 สหรัฐอเมริกา: สูญเสียอำนาจต่อรอง อย่างมหาศาล ต้นทุนในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและอิสราเอลในตะวันออกกลางจะพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
2.2 อิสราเอล: ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวมากขึ้น แผนการดึงประเทศอาหรับมาร่วมต่อต้านอิหร่านพังทลายลง
【บทเรียนสำคัญของโลกยุคใหม่】
สิ่งที่ซาอุดีอาระเบียทำ คือการสะท้อนกฎข้อใหม่ของการเมืองโลก นั่นคือ “โลกนี้ไม่มีมิตรแท้ที่ต้องอุ้มชู และไม่มีศัตรูถาวรที่ต้องทำลาย” ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความหลากหลายทางขั้วอำนาจ (Multipolarity) ประเทศที่ชาญฉลาดที่สุดจะไม่ใช้วิธี “เลือกข้าง” ทันทีที่มีเสียงปืนแตก แต่คือประเทศที่สามารถ “รักษาจุดยืน” และยืนหยัดบนผลประโยชน์สูงสุดของชาติตนเองได้อย่างมั่นคงที่สุดต่างหาก คือผู้ที่จะอยู่รอดในศตวรรษที่ 21
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ สุขเกษมสามภพ


เรื่องน่าอ่าน
“ปลัดฝน” ธีรภัทร ชวนเยาวชน มจร. มาเป็นจิตอาสา สร้างชาติ
ซาอุดีอาระเบียปิดน่านฟ้า ปฐมบทแห่งการจัดระเบียบโลกใหม่ และอวสานยุค “อเมริกาครอบงำ” /โดย: Dr.Force
ทำไม “สงครามมหาอำนาจ” ในเอเชีย-แปซิฟิกจึงใกล้ตัวกว่าที่คิด และทางรอดของประเทศไทย /โดย: Dr.Force
การปรับตัวของสถาปัตยกรรมอำนาจโลก : นัยยะของอาเซียนต่อกลุ่ม BRICS และยุทธศาสตร์การประเมินสถานการณ์ของประเทศไทย /โดย: Dr.Force
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. ฟันเจ้าหน้าที่ กฟภ. เอื้อขุดบิทคอยน์เถื่อน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าพบ ศรชล. รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมนำไปเทียบกับคำให้การบริษัทเรือ
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) และการแปรสภาพภูมิยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งแห่งชาติ ในยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ /โดย Dr.Force
ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการกระจายความเสี่ยง (De-risking Hub) ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก /โดย: ดร.Force