
การประกาศสถานะ “ประเทศหุ้นส่วน” (Partner Country) ของมาเลเซียในกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการ ตามหลังการแสดงเจตจำนงของไทยและอินโดนีเซีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้มิได้สะท้อนเพียงการเลือกข้างทางอุดมการณ์ทางการเมือง หากแต่เป็นดัชนีชี้วัดถึงการปรับตัวเชิงโครงสร้างของระเบียบโลก ที่กำลังเคลื่อนตัวจากระบบขั้วอำนาจเดียว (Unipolarity) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก ไปสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity) บทความวิเคราะห์นี้มุ่งเน้นการถอดรหัสพลวัตดังกล่าว พร้อมทั้งขยายผลกระทบและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย
1. การปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์: เมื่ออาเซียนกำหนดวาระของตนเอง (Strategic Autonomy) การที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน (Thailand, Malaysia, Indonesia) มีท่าทีโอนเอียงเข้าหาโครงสร้างความร่วมมือของกลุ่ม BRICS สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้าง “ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์” โดยมีนัยสำคัญดังนี้
(1) ยุทธศาสตร์การถ่วงดุลที่ซับซ้อน: อาเซียนไม่ได้กำลังตัดขาดหรือปฏิเสธความสำคัญของสหรัฐฯ หรือกลุ่ม G7 แต่เป็นการ “กระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” การเข้าร่วม BRICS เป็นการทำประกันความเสี่ยงเพื่อป้องกันการถูกบีบบังคับให้เลือกข้างในสภาวะที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ทวีความรุนแรงขึ้น
(2) การยกระดับอำนาจต่อรองเชิงพื้นที่: การเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ระหว่าง BRICS และอาเซียน จะทำให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก โดยเฉพาะช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ ปัจจัยนี้จะเพิ่มอำนาจต่อรอง ของประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ต่อประเทศพัฒนาแล้ว (Global West) อย่างมีนัยสำคัญ
(3) จากผู้รับกติกา สู่ผู้ร่วมกำหนดกติกา: กลุ่ม Global South ไม่ต้องการจำนนต่อระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ถูกออกแบบโดยสถาบัน Bretton Woods (เช่น IMF และ World Bank) อีกต่อไป การรวมกลุ่มผ่าน BRICS คือความพยายามในการสร้างระเบียบโลกทางเลือก ที่สะท้อนผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
2. ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเงินและสงครามค่าเงิน แกนกลางสำคัญของการขยายตัวของกลุ่ม BRICS คือความพยายามในการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินโลก
(1) ปรากฏการณ์การใช้เงินตราเป็นอาวุธ: การที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และการตัดการเชื่อมต่อจากระบบ SWIFT ต่อประเทศที่ขัดแย้งเชิงนโยบาย (เช่น รัสเซีย) ได้สร้าง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ต่อสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย ของเงินดอลลาร์ ประเทศต่างๆ จึงต้องแสวงหาระบบนิเวศทางการเงินทางเลือกเพื่อปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของตน
(2) การก้าวขึ้นมาของสกุลเงินหยวนและสกุลเงินท้องถิ่น: การค้าทวิภาคีระหว่างอาเซียนและจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้การส่งเสริมกลไกการชำระเงินสกุลท้องถิ่น เช่น บาท-หยวน หรือ ริงกิต-หยวน มีความสมเหตุสมผลเชิงเศรษฐศาสตร์ กลไกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดทอนความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ยังช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนอีกด้วย
3. การวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกต่อประเทศไทย (Impacts on Thailand) การที่ไทยแสดงเจตจำนงเข้าร่วมกลุ่ม BRICS และการที่ประเทศเพื่อนบ้านขยับตัวในทิศทางเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อไทยในหลากหลายมิติ
(1) มิติทางเศรษฐกิจและการค้า: ไทยจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อและทรัพยากรมหาศาล (จีน, อินเดีย, บราซิล, รัสเซีย, แอฟริกาใต้) ช่วยเปิดช่องทางใหม่สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด
(2) มิติความมั่นคงด้านทรัพยากร: BRICS+ ครอบครองสัดส่วนการผลิตพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) และแร่ธาตุหายาก ที่สำคัญของโลก การเป็นพันธมิตรกับกลุ่มนี้จะช่วยค้ำประกันความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะที่อาจเกิดวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน
(3) มิติเสถียรภาพทางการเงิน: การบริหารจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยจะเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุล ปัจจุบันทุนสำรองของไทยยังคงอิงกับสินทรัพย์ในรูปสกุลดอลลาร์เป็นหลัก การเปลี่ยนผ่านไปสู่ตะกร้าเงินที่หลากหลายขึ้น ต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจระดับมหภาค
(4) ความเสี่ยงเชิงการทูต: หากไทยไม่สามารถบริหารจัดการภาพลักษณ์ทางการทูตได้อย่างรัดกุม การเข้าใกล้ BRICS อาจถูกชาติตะวันตกตีความว่าเป็นการเอนเอียงเข้าหาแกนนำอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป หรือการขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ไทยกำลังดำเนินการอยู่
4. ยุทธศาสตร์การประเมินสถานการณ์: ประเทศไทยควรรับมือและก้าวเดินอย่างไร? ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การประเมินและการปรับตัวที่เฉียบคม ดังนี้
(1) ยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศแบบ “ไผ่ลู่ลมประยุกต์” ไทยต้องประเมินว่า BRICS ไม่ใช่องค์กรที่เป็นเอกภาพอย่างสมบูรณ์แบบ (ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งเชิงพรมแดนระหว่างจีนและอินเดีย) ไทยจึงควรเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะ “ผู้เชื่อมโยง” และแสวงหาความร่วมมือเชิงหน้าที่ เช่น การค้า เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับวาระทางการเมืองที่ต่อต้านตะวันตกอย่างเด็ดขาด ไทยต้องทำให้ประชาคมโลกเห็นว่า การเข้าร่วม BRICS และการสมัครสมาชิก OECD สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ภายใต้ยุทธศาสตร์การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ
(2) การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ภาครัฐและธนาคารกลางต้องเร่งพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนทางเลือกที่สอดรับกับระบบของ BRICS (เช่น การศึกษาและทดสอบเชื่อมต่อกับระบบ CIPS ของจีน หรือกลไก mBridge สำหรับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง – CBDC) ในขณะเดียวกัน ต้องให้ความรู้และเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคเอกชนและผู้ส่งออก-นำเข้าของไทย ในการบริหารความเสี่ยงและทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
(3) การใช้ประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไทยควรใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนจากทั้งสองขั้วอำนาจ โดยวางตัวเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Neutral) สำหรับห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น การดึงดูดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายความเป็นกลางทางการเมือง
(4) การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ซ้อนทับ ไทยไม่ควรประเมินสถานการณ์โดยพึ่งพากรอบ BRICS หรือ ASEAN เพียงมิติเดียว แต่ควรสร้างกลไกความร่วมมือกลุ่มย่อย กับประเทศที่มีแนวคิดและผลประโยชน์คล้ายคลึงกัน (Middle Powers) ทั้งในและนอกภูมิภาค เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศและลดการพึ่งพามหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป
【บทสรุป】
การขยับตัวของมาเลเซียและอาเซียนเข้าสู่ร่มเงาของ BRICS มิใช่เพียงคลื่นใต้น้ำ แต่เป็นสึนามิแห่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ การก้าวเข้าสู่กลุ่มความร่วมมือใหม่นี้ด้วยความเข้าใจในพลวัตเชิงลึก ประเมินผลประโยชน์แห่งชาติอย่างรอบด้าน และรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์อย่างแยบคาย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถแปรเปลี่ยน “ความผันผวนของโลก” ให้กลายเป็น “โอกาสแห่งศตวรรษ” ได้อย่างแท้จริง
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
*************************************************************************************************


เรื่องน่าอ่าน
ทำไม “สงครามมหาอำนาจ” ในเอเชีย-แปซิฟิกจึงใกล้ตัวกว่าที่คิด และทางรอดของประเทศไทย /โดย: Dr.Force
การปรับตัวของสถาปัตยกรรมอำนาจโลก : นัยยะของอาเซียนต่อกลุ่ม BRICS และยุทธศาสตร์การประเมินสถานการณ์ของประเทศไทย /โดย: Dr.Force
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. ฟันเจ้าหน้าที่ กฟภ. เอื้อขุดบิทคอยน์เถื่อน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าพบ ศรชล. รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมนำไปเทียบกับคำให้การบริษัทเรือ
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) และการแปรสภาพภูมิยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งแห่งชาติ ในยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ /โดย Dr.Force
ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการกระจายความเสี่ยง (De-risking Hub) ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก /โดย: ดร.Force
การปรับกระบวนทัศน์ในการระงับข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา : จากการยกเลิก MOU 44 สู่การเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS 1982 /โดย: Dr.Force
ข่าวดีสวนกระแส!!! ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ เที่ยวสยามอะเมซิ่งพาร์ค ฟรี! 9-13 พ.ค. 2569 สนุกไม่อั้น สวนน้ำ สวนสนุกทั้งวัน