ทะลุหมอกควันแห่งสงคราม : การประเมินจุดจบทางยุทธศาสตร์ (Strategic End State) ในความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน / โดย : ดร.Force

342239

              บทนำ : สงครามข้อมูลข่าวสารและข้อจำกัดของการรับรู้

               ในสงครามสมัยใหม่ การปะทะกันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังดำเนินควบคู่ไปกับสงครามในมิติของการสื่อสารและการรับรู้ ซึ่งมักเรียกรวมว่า สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้สังเกตการณ์ภายนอกต้องเผชิญกับข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองในพื้นที่สาธารณะ

               ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล–สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน คือการที่แต่ละฝ่ายประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของตน ในขณะที่อีกฝ่ายก็อ้างความสำเร็จในการป้องกันหรือโต้ตอบเช่นกัน สถานการณ์ลักษณะนี้สะท้อนสิ่งที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า “หมอกควันแห่งสงคราม” (Fog of War) ซึ่งเป็นแนวคิดคลาสสิกของ Carl von Clausewitz ในสาขา ยุทธศาสตร์การทหาร

                ภายใต้สภาพที่ข้อมูลมีความคลุมเครือเช่นนี้ วิธีการประเมินสถานการณ์ที่มีเหตุผลมากที่สุดคือการถอยออกจากกระแสข่าวเฉพาะหน้า แล้วตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า “จุดจบทางยุทธศาสตร์” (Strategic End State) ของแต่ละฝ่ายคืออะไร และการดำเนินสงครามกำลังนำไปสู่เป้าหมายนั้นหรือไม่

               1. เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายรุก หากพิจารณาจากท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินการทางทหารต่อ อิหร่าน สามารถสรุปได้ในสามประเด็นหลัก ได้แก่

                     (1) การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ความพยายามลดหรือยุติอิทธิพลของระบอบการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของตะวันตก

                    (2) การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ เป้าหมายคือการยุติศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของ อิหร่าน อย่างเด็ดขาด

                    (3) การตัดกำลังเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค การลดบทบาทของกลุ่มพันธมิตรหรือกองกำลังตัวแทน (Proxy Forces) ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ของ อิหร่าน ในตะวันออกกลาง

                    อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินสถานการณ์จากผลลัพธ์ที่ปรากฏจริง จะพบว่าเป้าหมายเหล่านี้ยังไม่บรรลุอย่างเด็ดขาด ระบอบการปกครองใน อิหร่าน ยังคงรักษาเสถียรภาพได้ โครงสร้างนิวเคลียร์ยังไม่ถูกทำลายอย่างเบ็ดเสร็จ และเครือข่ายพันธมิตรยังคงมีขีดความสามารถในการตอบโต้

                    สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของการใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Carl von Clausewitz ที่มองว่าสงครามเป็น “การดำเนินนโยบายด้วยวิธีการอื่น” ดังนั้น หากเครื่องมือทางทหารไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองที่ต้องการได้ ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ก็ย่อมยังไม่เกิดขึ้น

               2. ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรับในสงครามอสมมาตร ในทางตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของ อิหร่าน ไม่ได้ตั้งอยู่บนการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยตรง หากแต่เน้นที่แนวคิดของ การป้องปราม (Deterrence) และ การอยู่รอดของรัฐ (Regime Survival)

                      แนวทางนี้สอดคล้องกับรูปแบบของ สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งฝ่ายที่มีศักยภาพทางทหารด้อยกว่าจะใช้ยุทธวิธีที่สร้างต้นทุนสูงให้กับฝ่ายที่เหนือกว่า

                      องค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่

                     [1] การใช้ภูมิประเทศที่ได้เปรียบ เช่น พื้นที่ภูเขาภายในประเทศ
                     [2] การควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก
                     [3] การใช้เครือข่ายพันธมิตรระดับภูมิภาคในการสร้างแรงกดดันหลายทิศทาง

                     ภายใต้ตรรกะของสงครามลักษณะนี้ “การไม่พ่ายแพ้” อาจถูกตีความว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของชัยชนะ เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่าอำนาจทางทหารของมหาอำนาจไม่สามารถบีบบังคับให้เกิดการยอมจำนนได้

              3. สภาวะชะงักงันและบทบาทของตัวแสดงที่สาม เมื่อสงครามดำเนินไปจนถึงจุดที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถบรรลุชัยชนะอย่างเด็ดขาด สถานการณ์มักพัฒนาไปสู่สิ่งที่นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า “Mutually Hurting Stalemate”

                     แนวคิดนี้เสนอโดย I. William Zartman ซึ่งอธิบายว่า การเจรจาสันติภาพมักเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเริ่มตระหนักว่าการดำเนินสงครามต่อไปจะสร้างต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์

                     ในบริบทของความขัดแย้งปัจจุบัน
                     (1) สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ต้องเผชิญกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

                     (2) อิหร่าน เองก็ต้องแบกรับผลกระทบจากการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางทหาร

                     เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะดังกล่าว จึงมักเปิดโอกาสให้ ตัวแสดงที่สาม (Third-Party Actors) เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย เช่น
                    1) จีน
                    2) รัสเซีย
                    3) หรือกลุ่มประเทศที่วางตัวเป็นกลาง

                    บทบาทของคนกลางเหล่านี้คือการสร้าง “ทางลงทางการเมือง” (Political Off-Ramp) ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถยุติความขัดแย้งโดยไม่สูญเสียศักดิ์ศรีทางยุทธศาสตร์มากเกินไป

342546

              บทสรุป

               การวิเคราะห์สงครามผ่านกรอบของ จุดจบทางยุทธศาสตร์ (Strategic End State) ช่วยให้สามารถมองทะลุผ่านกระแสข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามได้

               ในกรณีของความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล–สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจไม่ใช่ชัยชนะทางทหารแบบเบ็ดเสร็จของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากการเผชิญหน้าทางทหารไปสู่การต่อรองทางการทูต

               ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างรัฐจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า สงครามที่เริ่มต้นด้วยกำลังทหาร มักจบลงด้วยการเจรจาทางการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้นทุนของการสู้รบสูงกว่าต้นทุนของการประนีประนอม

               ดังนั้น การทำความเข้าใจสงครามจึงไม่อาจมองเพียงชัยชนะในสนามรบ แต่ต้องพิจารณาถึงโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนด “จุดจบที่แท้จริงของสงคราม” ด้วยเช่นกันครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน