
นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. 6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความพิเศษเรื่อง“เบื้องหลังศักยภาพไทยในเวทีโลก ภายใต้เศรษฐกิจการทูตของประชาธิปัตย์ (Unseen Democrat: Diplomacy Economy)” ในเฟสบุ้ควันนี้ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยหลังฉากการต่างประเทศของไทยโดยใช้กุสโลบาย“เศรษฐกิจนำการฑูต”ในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาโดยมีเนื้อหาดังนี้
“เบื้องหลังศักยภาพไทยในเวทีโลก ภายใต้เศรษฐกิจการทูตของประชาธิปัตย์
Unseen Democrat: Diplomacy Economy” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ เบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ในการใช้นโยบายเศรษฐกิจนำการฑูตในเวทีโลกสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทยมาตลอด 4 ยุคสมัย
ในขณะที่หน้าฉากการเมืองไทยมักฉายภาพการต่อสู้ในสภาของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในมุม”Unseen” ที่ซ่อนอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์เงียบแต่ทรงพลังที่เรียกว่า “Diplomacy Economy” หรือ “เศรษฐกิจการทูต” มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ นับเป็นการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 เจเนอเรชัน เปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ยุคที่ 1: ผู้สร้างเวที (The Architect) “ถ้าไม่มีสันติภาพ ก็ไม่มีการค้า” คือวิสัยทัศน์ของ พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้มองเห็นการณ์ไกลว่า ไทยจะยืนเดี่ยวในสงครามเย็นไม่ได้ ในปี 2510 ท่านได้เปลี่ยนสนามรบให้เป็นเวทีการค้า ด้วยการเป็นหัวหอกก่อตั้ง “อาเซียน” (ASEAN) ผ่านปฏิญญากรุงเทพ นี่คือการวาง “ศิลาฤกษ์” ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เพราะจาก 5 ประเทศที่เคยหวาดระแวงกัน กลายมาเป็นตลาดร่วมขนาดมหึมาที่ปัจจุบันมีประชากรกว่า 672 ล้านคน หากไม่มีข้อริเริ่มและผลักดันของอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในวันนั้น ไทยคงไม่มีเวทีให้ยืนอย่างสง่างามในวันนี้
ยุคที่ 2: ผู้บุกเบิกและผู้กำหนดกติกาโลก(The Pioneer & The Rule Maker) เมื่อเวทีถูกสร้างขึ้น นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้เข้ามาเปลี่ยนกลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็น “ตลาดเสรี” อย่างแท้จริง ท่านคือผู้ผลักดัน AFTA (ASEAN Free Trade Area) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535และลดกำแพงภาษีสินค้ากว่า 90% ให้เหลือ 0-5% ในปี2553 ปูทางให้สินค้าไทยส่งออกได้คล่องตัวที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังกู้ศรัทธาประเทศจากวิกฤตต้มยำกุ้งด้วยภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์และการทูตที่ยืดหยุ่น หลังฉาก”Unseen” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ คือการส่งออก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ไปนั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และเลขาธิการ UNCTAD เป็นคนไทยและคนเอเชียคนแรกที่ได้กำกับ “กติกาการค้าโลก” ทำให้เสียงของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ดังกระหึ่มและมีอำนาจต่อรองทัดเทียมมหาอำนาจตะวันตก
ยุคที่ 3: ผู้เชื่อมโยงโลก (The Connector) ยุคทองที่ไทยโดดเด่นที่สุดในเวทีสากล เกิดขึ้นในสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีและประธานอาเซียน (2552) ร่วมกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ASEAN :Community of Connectivity” รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้วางแผนแม่บทเชื่อมโยงถนน ราง และกฎระเบียบ ทำให้อาเซียนกลายเป็นประชาคมแห่งความเชื่อมโยงและผลักดัน “ASEAN Centrality” (ความเป็นแกนกลาง) ดึงมหาอำนาจอย่าง จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ให้มาเจรจาบนโต๊ะที่มีอาเซียนเป็นประธานสร้างโอกาสใหม่และความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยส่งผลถึงการฟื้นฟูกอบกู้ประเทศพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์(วิกฤติเศรษฐกิจโลก)ได้สำเร็จอย่างรวดเร็วส่งผลให้ GDP ไทยในปี 2553 พุ่งสูงถึง 7.8% และการส่งออกของไทยขยายตัวสูงถึง 28.5% ขณะที่ ดร.สุรินทร์ คือ นักการฑูตเพื่อประชาชน”Diplomat of the People” ที่โลกยกย่อง ท่านเปลี่ยนอาเซียนจากเสือกระดาษให้เป็นองค์กรที่ทำงานได้จริง (Action-oriented) ทั้งการกู้วิกฤตพายุนาร์กิสและการผลักดันสิทธิมนุษยชน สร้าง “Soft Power” ให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการทูตที่น่าเชื่อถือที่สุดในภูมิภาค
ยุคที่ 4: ผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ไทย (The Harvester) บนรากฐานที่3รุ่นสร้างไว้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เข้ามาทำหน้าที่ “ปิดดีลประวัติศาสตร์” ในยุคสงครามการค้า ด้วยการผลักดันความตกลง RCEP ให้สำเร็จและบังคับใช้ได้จริง เป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศไทยและอาเซียน
1.ขยายตลาด: เชื่อมไทยสู่ตลาด 2,300 ล้านคน (30% ของ GDP โลก)
2.เพิ่มสิทธิพิเศษ: สินค้าไทยเกือบ 40,000 รายการ ภาษีเป็น 0% ทันที
3.สร้างรายได้เข้าประเทศ: สร้างรายได้จากการส่งออกและการลงทุน (FDI) มูลค่ามหาศาล โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน (ยุคอภิสิทธิ์) และกติกาการค้า (ยุคชวน-ศุภชัย-สุรินทร์) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
บทสรุป :
“Diplomacy Economy” ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่คือการส่งไม้ต่อทางนโยบายที่ไร้รอยต่อ (Policy Continuity)
• จาก “ผู้สร้างบ้าน” (ถนัด)
• สู่ “ผู้เปิดร้านและร่างกติกา” (ชวน-ศุภชัย)
• สู่ “ผู้ตัดถนนและสร้างบารมี” (อภิสิทธิ์-สุรินทร์)
• จนถึง “ผู้ค้าขายหารายได้” (จุรินทร์)
เรื่องราวของ Unseen Democrat คือบทพิสูจน์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ระดับโลก (Global Vision) และมีความสามารถในการเปลี่ยน “การทูต” ให้กลายเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่ม”เม็ดเงิน”ในกระเป๋าคนไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา Alongkorn ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา SocialeyesThailand
……………………………………………………………………………………………………………………………….







เรื่องน่าอ่าน
LINE ประกาศยุติการให้บริการ LINE VOOM ในประเทศไทย โดยเริ่มทยอยปิดตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2569 และจะปิดอย่างเป็นทางการวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น.
หลุดเอกสารพยานคดีฮั้ว สว. ยื่นหนังสือถึง ประธาน กกต. ปลายปี 68 ขอกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่ ล่อลวง ยัดคดีให้ซัดทอดพรรคภูมิใจไทยพร้อมขอกลับคำให้การทั้งหมด
มูลนิธิตำรวจสอบสวนกลาง บรรยายให้ความรู้ “หนี ซ่อน สู้” นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”
ยธ.สั่งดีเอสไอพิจารณา 2 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ “ออกจากราชการไว้ก่อน” เซ่นปมเอี่ยวเป็นตัวกลางรับ-ส่งเงินทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นไร้ละเว้น-ฟันซ้ำวินัยอาญาหากพบผิดจริง
DSI ส่งสำนวนคดีสื่อลามกอนาจารเด็กออนไลน์ ขยายผลพบของกลางกว่า 100,000 ไฟล์
DSI ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU พัฒนาบุคลากร – ยกระดับปฏิบัติการพิเศษ
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพลังใจ ไอคอนสยาม เสาร์นี้ 12 ก.ย.2569
DSI ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ เร่งปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ ขยายผลเส้นทางการเงิน ใช้ AI หนุนการทำงาน