
ถึงเวลาทบทวนคำถามใหญ่: เราจะอยู่เพื่อใคร และประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร?
หากมองผิวเผิน ชีวิตคู่แบบ Double Income, No Kids หรือ “DINKs” คือภาพแทนของความสำเร็จยุคใหม่—รายได้สองทาง อิสระเต็มมือ การเดินทางรอบโลก รถหรู และเวลาเป็นของตนเองทั้งหมด แต่ภายใต้ภาพสวยหรูนั้น ประเทศไทยกำลังจ่าย “ต้นทุนเงียบ” ที่สูงขึ้นทุกปี โดยแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างจริงจัง
ปี 2568 อัตราการเกิดของคนไทยต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจไทยกำลังถูกบ่อนเซาะจากฐานราก—จาก “การไม่มีใครเกิดมาแทนที่”
DINKs ไม่ใช่ปัญหา แต่ “การกลายเป็นกระแสหลัก” คือปัญหา
ต้องยอมรับอย่างเป็นธรรมว่า คู่รัก DINKs ไม่ได้เห็นแก่ตัว และไม่ได้เกลียดเด็ก พวกเขาเป็นผลผลิตของยุคเศรษฐกิจตึงเครียด ค่าครองชีพสูง และค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการเติมเต็มตัวตน (Self-Actualization)
ในระดับปัจเจก การไม่มีลูกอาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล แต่ในระดับประเทศ—หากคนส่วนใหญ่ “ตัดจบที่รุ่นตัวเอง”—ระบบทั้งหมดจะเริ่มพังพร้อมกัน แรงงานหาย ฐานภาษีหด สวัสดิการผู้สูงอายุแบกรับไม่ไหว และคำถามสำคัญที่สุดคือ ใครจะเป็นคนดูแลเรา… เมื่อเราแก่ตัวลง ความมั่นคงยามชรา: เงินอย่างเดียวไม่พอ บ่อยครั้งที่ผู้สนับสนุนแนวคิดไม่มีลูกกล่าวว่า “ขอเก็บเงินให้มากพอ ก็ไม่ต้องพึ่งใคร” คำถามคือ—พอจริงหรือไม่ และ เงินซื้อทุกอย่างได้จริงหรือ แม้มีเงินมากเพียงใด มนุษย์ยังต้องการ
– คนพาไปโรงพยาบาล
– คนตัดสินใจแทนในยามวิกฤต
– คนที่ “ผูกพัน” มากพอจะไม่ทิ้งกันในวันที่ไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ลูกไม่ใช่หลักประกันชีวิต แต่คือ “เครือข่ายมนุษย์” ที่เงินไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ลูกหนึ่งคน: การลงทุนที่ไม่อยู่ในงบดุล แต่ค้ำจุนประเทศ การมีลูกอย่างน้อยหนึ่งคน อาจไม่ทำให้บัญชีเงินฝากโตเร็ว แต่กำลังสร้าง 3 สิ่งสำคัญพร้อมกัน
1. หลักประกันทางใจในวัยชรา ไม่ใช่เพื่อให้ลูกเลี้ยงดู แต่เพื่อไม่ต้องเผชิญโลกเพียงลำพัง
2. เสถียรภาพของครอบครัว ลูกคือ “พันธะร่วม” ที่ทำให้คู่สมรสอดทนประนีประนอม และคิดถึงอนาคตระยะยาวมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สังคมไร้ลูก มีอัตราหย่าร้างสูงขึ้น
3. ความมั่นคงของชาติ เด็กหนึ่งคนในวันนี้ คือแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้ดูแลผู้สูงวัยในวันหน้า หากไม่มีคนรุ่นถัดไป ประเทศก็ไม่มีอนาคตให้บริหาร ข้อเสนอแนะของผมคือ “หนึ่งครอบครัว อย่างน้อยลูกหนึ่งคน” คือจุดเริ่มต้นที่พอเหมาะ เราไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนมีลูกหลายคน แต่ประเทศไทยควรกล้าพูดตรงๆ ว่า การมีลูกอย่างน้อยหนึ่งคน ไม่ใช่ภาระส่วนตัวเท่านั้น แต่คือความรับผิดชอบร่วมต่อสังคม แน่นอน รัฐต้องทำหน้าที่ของตน สวัสดิการเด็กถ้วนหน้า เมืองที่ปลอดภัย งานที่ยืดหยุ่น และต้นทุนการเลี้ยงดูที่ไม่ผลักพ่อแม่ให้สิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องกล้าถามตัวเองว่า เราจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเองเพียงรุ่นเดียว หรือจะส่งไม้ต่อให้ประเทศนี้เดินต่อได้
บทสรุป
ชีวิตแบบ DINKs ไม่ผิด แต่หากทั้งประเทศกลายเป็น DINKs—ประเทศนั้นจะไม่มีใครเหลือให้ดูแล ลูกหนึ่งคน อาจทำให้เราเหนื่อยขึ้น อาจทำให้รวยช้าลง แต่กำลังทำให้ชีวิตมี “ราก” มี “ความหมาย” และทำให้ประเทศไทยยังมีอนาคต คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “เราจะเลี้ยงลูกไหวไหม” แต่คือ “ถ้าไม่มีใครเกิดมาเลย ประเทศนี้จะไหวได้อย่างไร”
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
————————————————————————————————————


เรื่องน่าอ่าน
ป.ป.ช.ชี้มูล พล.ร.ต.วรพล สิทธิจิตต์ กอ.รมน.ภาค 4 พร้อมนายทหาร 4 ราย พนง.เทศบาล 1 ปมบรรจุชื่อเป็นกำลังพล กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง
DSI ผนึกหน่วยงานที่ดิน ตรวจสอบฟาร์มไก่บริษัทเอกชนใน จ.เพชรบูรณ์ พบพื้นที่ครอบครองกว่า 1,778 ไร่ เร่งตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์ในเขต ส.ป.ก.
“มิสเตอร์เอทานอล” ชี้ลดราคา E20-B20 ช่วยลดต้นทุนพลังงาน แนะรัฐเดินหน้ายุทธศาสตร์ เชื้อเพลิงชีวภาพแห่งชาติถอดโมเดล “รีโนว่าไบโอ(RenovaBio)” สร้างจุดเปลี่ยนยั่งยืนพึ่งตัวเอง ปลดภาระภาษีและกองทุนน้ำมัน
DSI บูรณาการการข่าวสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ปฏิบัติการตรวจยึดยาเสพติด 4 ล้านเม็ด ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง
อสังหาฯ ไทยดิ่งหนัก บ้านมือสองล้นตลาด
ราชกิจจาฯ อนุญาตให้สร้างบ้าน – อาคารบนภูเขา พร้อมมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมใหม่
พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2569 ตอน “สีดา ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
รายงานพิเศษตีแผ่วิกฤตสินค้าไร้มาตรฐานเปิดลิสต์ สินค้าอันตรายใกล้ตัว จากผักผลไม้สารพิษ-ยาปลอม ลามถึงโซลาร์เซลล์เถื่อนเสี่ยงไฟไหม้ มหันตภัยผู้บริโภคสู่พิมพ์เขียวคุณภาพประเทศ (NQI)