สันติภาพบนกระดานหลายขั้ว – จีนกับการรุกตะวันออกกลาง และยุทธศาสตร์สมดุลเชิงรุกของไทยในระเบียบโลกที่ไม่มีผู้ชนะถาวร /โดย: ดร.Force

357467

     วิกฤตตะวันออกกลางมิใช่เพียง “ความขัดแย้งภูมิภาค” อีกต่อไป หากกลายเป็น “จุดทดสอบโครงสร้างอำนาจโลก” ที่แท้จริง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของสงครามท้องถิ่น กลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเป็น “หลอดเลือดหลัก” ของการขนส่งพลังงานโลก

               ในบริบทนี้ การตอบสนองของมหาอำนาจทั้งสองขั้วสะท้อนปรัชญาอำนาจที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง: ฝ่ายหนึ่งอาศัยกำลังทหารและการคว่ำบาตรเพื่อบังคับใช้ระเบียบ อีกฝ่ายเลือกใช้การทูตผสานกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างอิทธิพลแบบยินยอม และจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นคือการที่จีนได้ก้าวเข้ามาเต็มตัวในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” ใหม่

              จีนกับการสร้างสมดุลเชิงยุทธศาสตร์: มากกว่าภาพลักษณ์ การเคลื่อนไหวของจีน — การส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งทูตพิเศษ และการโน้มน้าวอิหร่านให้รักษาการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ — ไม่ใช่เพียงการแสดงบทบาท “มหาอำนาจเศรษฐกิจ” แต่เป็นการผสาน Soft Power + Economic Leverage + Diplomatic Timing อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

              หากวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง การเคลื่อนไหวนี้คือการลงทุนเชิงอำนาจในสามมิติที่เชื่อมโยงกัน

              1. การสร้างความชอบธรรม (Legitimacy Building) จีนวางตัวเป็น “คนกลางที่ไม่เลือกข้าง” ในสายตาชาติอาหรับ ตัดกับภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าเอนเอียงต่ออิสราเอล

              2. การปกป้องผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง (Structural Interests) ความมั่นคงทางพลังงานของจีนผูกพันโดยตรงกับตะวันออกกลาง การรักษาเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซจึงมิใช่ “สันติภาพโลก” ล้วน ๆ แต่เป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่ถูกบรรจุในกรอบสากล

               3. การทดลองสถาปัตยกรรมระเบียบใหม่ (Order Prototyping) จีนกำลังทดสอบโมเดล “ระเบียบโลกแบบไม่แทรกแซง + เศรษฐกิจนำการเมือง” ซึ่งเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากระเบียบแบบตะวันตกที่เน้นการแทรกแซงและค่านิยม

              การแก้ภาพลวง: ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเพิ่มขั้ว แม้ภาพลักษณ์ของจีนจะโดดเด่น แต่การประกาศ “ยุคหลังอเมริกา” อาจยังเร็วเกินไป

              ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างยังชัดเจน: สหรัฐฯ ยังคงเป็น ผู้ค้ำประกันความมั่นคง (Security Guarantor) ของภูมิภาค ขณะที่จีนเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจและการทูต (Economic-Diplomatic Actor) ชาติอาหรับเองก็ยังยึดยุทธศาสตร์ “เหยียบเรือสองแคม” ไม่ยอมรับเกมศูนย์รวมศูนย์

               ผลลัพธ์ที่แท้จริงคือการเคลื่อนตัวสู่ ระเบียบหลายขั้วแบบแข่งขัน (Multipolar Competitive Order) ซึ่ง Hard Power ยังเป็นของสหรัฐฯ Soft Power และเศรษฐกิจเป็นสนามของจีน และ “ความชอบธรรม” (Legitimacy) กลายเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญที่สุด

               เปโตรหยวน: การกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การล่มสลาย

               การพูดถึง “เปโตรหยวน” ที่อาจโค่นล้มดอลลาร์นั้นยังเกินจริง มากกว่า 80% ของการค้าพลังงานโลกยังใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลัก เงินหยวนยังเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการควบคุมทุน ความเชื่อมั่นเชิงสถาบันยังต้องใช้เวลาสร้าง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมิใช่ “การปฏิวัติการเงิน” แต่เป็น การกระจายความเสี่ยงของระบบการเงินโลก ซึ่งจะค่อย ๆ เกิดขึ้นในช่วง 10–20 ปีข้างหน้า

               สมรภูมิใหม่ของศตวรรษที่ 21: การแข่งขันเพื่อเป็น “คนกลาง” การแข่งขันในยุคนี้มิใช่เพียงเรื่องกำลังทหารอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันว่า “ใครคือคนกลางที่โลกยอมรับ” สหรัฐฯ ใช้อำนาจเพื่อควบคุมเสถียรภาพ จีนใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยินยอม นี่คือการแข่งขันในมิติ Narrative และ Legitimacy ซึ่งจะกำหนดผู้ชนะในระยะยาว

              ยุทธศาสตร์ของไทย: จากความเป็นกลางสู่ “Strategic Active Balancing”

              ในระเบียบโลกที่ไม่มีขั้วเดียว ประเทศขนาดกลางอย่างไทยไม่สามารถยืนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ได้อีกต่อไป เราต้องยกระดับจาก “ความเป็นกลางแบบนิ่งเฉย” หรือ “ความเป็นกลางเชิงรับ” (Passive Neutrality) สู่ การรักษาสมดุลเชิงรุกแบบมียุทธศาสตร์ (Strategic Active Balancing) ดังนี้

               1. จาก Neutral Venue สู่ Convening Power ไทยต้องไม่ใช่เพียง “สถานที่จัดประชุม” แต่ต้องเป็น “ผู้กำหนดวาระ” (Agenda Setting) ออกแบบกรอบเจรจา และควบคุม Narrative เพื่อให้ทุกขั้ว “ต้องการใช้ไทยเป็นเวที”

               2. แลนด์บริดจ์: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่สินทรัพย์ความมั่นคงโลก
                 โครงการแลนด์บริดจ์ควรถูกยกระดับเป็น
                  – ศูนย์สำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์
                  – ฮับพลังงานอาเซียน
                  – ทางเลือกแทนช่องแคบฮอร์มุซ
                   เพื่อเปลี่ยนภูมิศาสตร์ไทยให้เป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ระดับโลก

              3. ความยืดหยุ่นของค่าเงิน: Multi-Currency Resilience ไทยไม่ควรต่อต้านดอลลาร์โดยตรง แต่ควรสร้างความยืดหยุ่นโดยรักษาดอลลาร์เป็นแกนหลัก เพิ่มสัดส่วนหยวน ดีแรห์ม และรูปี ขยายระบบชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อให้สามารถ “อยู่รอดในทุกระบบการเงิน”

              4. ความมั่นคงมิติใหม่ ประกอบด้วย Cognitive Security (ป้องกันสงครามข้อมูล) Supply Chain Security (พลังงานและอาหาร) และ Citizen Protection (แผนอพยพแรงงานไทยในต่างแดน)

               บทสรุป: โลกใหม่ไม่มีผู้ชนะถาวร มีแต่ผู้ปรับตัวเร็ว

               วิกฤตตะวันออกกลางมิใช่แค่ความขัดแย้ง หากเป็น “ห้องทดลองระเบียบโลกใหม่” สามข้อสรุปที่ควรจารึกไว้คือ

               1. โลกไม่ได้เปลี่ยนจากขั้วอเมริกาเป็นขั้วจีน แต่กำลังกลายเป็นระเบียบหลายขั้วที่แข่งขันกันอย่างเปิดเผย
               2. อำนาจในศตวรรษที่ 21 มิได้อยู่ที่ “ใครมีปืนใหญ่กว่า” แต่อยู่ที่ “ใครทำให้ผู้อื่นยอมรับและเลือกใช้มากกว่า”
               3. ประเทศขนาดกลางอย่างไทยมีโอกาสสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ หากสามารถ “เล่นเกมได้อย่างชาญฉลาด”

              ความสำเร็จของไทยในที่สุดจะไม่มาจากการ “ไม่เลือกข้าง” แต่จะมาจากการทำให้ “ทุกข้างจำเป็นต้องเลือกไทย” เป็นพันธมิตรและเวทีที่ขาดไม่ได้ในกระดานหลายขั้วนี้

 

——‐‐—–‐-‐—–‐‐——‐‐‐

               ที่มาของภาพสรุปบทความนี้: แนวคิดหลักของภาพนี้ คือการถ่ายทอดบทความ “สันติภาพบนกระดานหลายขั้ว” ผ่าน ภาพอุปมาอุปไมยของ “กระดานหมากรุกโลกหลายขั้ว” (Multipolar Chessboard) กล่าวคือ

              โลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ “กระดานหมากรุกสองขั้ว” อีกต่อไป แต่เป็น กระดานหลายชั้นหลายขั้วที่ลอยกลางอวกาศ เหนือโลกจริง (Earth Globe) โดยไม่มีผู้เล่นคนใดเป็นผู้ชนะถาวร → สื่อตรงตามข้อสรุปของบทความว่า “โลกใหม่ไม่มีผู้ชนะถาวร มีแต่ผู้ปรับตัวเร็ว”

               การวิเคราะห์สัญลักษณ์แต่ละส่วน

               1. กระดานหมากรุกหลายชั้น (Multipolar Chessboard)
                   ‐ ชั้นบน: สนามรบของมหาอำนาจ (สหรัฐฯ vs จีน)
                   ‐ ชั้นล่าง: ช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางพลังงานโลก (เรือน้ำมัน + ธงอิหร่าน-ซาอุฯ-อินเดีย)
                         → แสดงว่าเกมนี้มีหลายมิติ ทั้งความมั่นคง พลังงาน เศรษฐกิจ และการทูต

              2. ชิ้นหมากฝั่งสหรัฐฯ (ซ้าย)
                    – อินทรีเหล็ก ถังหุ้มเกราะ ดาวสามแฉก → สื่อ Hard Power และการค้ำประกันความมั่นคงแบบดั้งเดิม

              3. ชิ้นหมากฝั่งจีน (ขวา)
                    – มังกรทอง เรือสินค้า ตัวหมากหยวนเรืองแสง → สื่อ Soft Power + Economic Leverage + Diplomatic Timing ที่จีนกำลังใช้ในตะวันออกกลาง (ช่วยเหลือมนุษยธรรม + โน้มน้าวฮอร์มุซ)

              4. ตำแหน่งกลางกระดาน: ประเทศไทย
                   – แลนด์บริดจ์ทองคำ + ศาลาไทย + การุด้าเงิน + ธงชาติเรืองแสง → ถูกวางไว้ตรงจุดศูนย์กลางที่ ทุกฝ่ายหันมอง → สื่อถึงบทบาทใหม่ของไทยในฐานะ “Convening Power” และ “Strategic Active Balancing” ที่บทความเสนอว่าไทยต้องยกระดับจาก “ความเป็นกลาง” เป็น “ผู้กำหนดเกม”

              5. พื้นหลังและบรรยากาศ
                   – โลกหมุนพร้อมฟ้าผ่าเหนือตะวันออกกลาง → ความขัดแย้งที่อาจลุกลาม
                   – แต่มีแสงทองสลายเมฆด้านล่าง + พลังงานไหลจากฮอร์มุซไปอาเซียน → โอกาสและความยืดหยุ่นของระบบใหม่
                   – แสงจากด้านล่างส่องขึ้นมา → สื่อว่า “ผู้ปรับตัวเร็ว” (อย่างไทย) จะเป็นผู้สร้างแสงสว่างในความมืด

               ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ ภาพเดียวสื่อสารทั้งบทความ ได้ทันที — ว่าสันติภาพในโลกหลายขั้วมิใช่การเลือกข้าง แต่คือการทำให้ “ทุกขั้วจำเป็นต้องเลือกเรา” เป็นเวทีและพันธมิตร

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน