วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระดับภูมิภาคหรือปัญหาการสัญจรทางทะเล แต่นี่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างขั้วอำนาจโลก (Global Power Shift) ที่ชัดเจนที่สุดในศตวรรษที่ 21 ภายใต้ฉากหน้าของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน จีนกำลังดำเนินการช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่แยบยลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยใช้ตะวันออกกลางเป็นเครื่องมือบั่นทอนกำลังของมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ทั้งในมิติทางทหาร เศรษฐกิจ และการทูต
1. ภาวะเสื่อมถอยของการทูตสหรัฐฯ และรอยร้าวของกลุ่มพันธมิตร สัญญาณแรกของการเปลี่ยนผ่านอำนาจคือความล้มเหลวในการรวมศูนย์อำนาจของสหรัฐฯ ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดตั้ง “พันธมิตรเพื่อคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ” (Hormuz Coalition) กลับได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากพันธมิตรดั้งเดิม ทั้งในกรอบของ NATO และพันธมิตรนอกกรอบ
1.1 ยุโรปและเอเชียแปซิฟิกขอถอยห่าง: อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ปฏิเสธการส่งเรือรบ โดยให้เหตุผลว่านี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป ขณะที่พันธมิตรหลักในเอเชียอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างเลือกที่จะสงวนท่าทีและพิจารณาอย่างระมัดระวัง
1.2 คำปฏิเสธจากปักกิ่ง: สหรัฐฯ ถึงขั้นออกปากขอร้อง (และข่มขู่) ให้จีนส่งกำลังไปช่วยคุ้มครองการเดินเรือ แต่คำตอบที่ได้คือความเงียบและการปฏิเสธ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถบีบบังคับใครได้อีกต่อไป
2. สงครามตัวแทน: จีนกับยุทธศาสตร์บั่นทอนกำลังสหรัฐฯ ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือ แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะประกาศว่าสามารถทำลายภัยคุกคามทางทหารของอิหร่านได้แล้ว แต่อิหร่านกลับยังคงมีศักยภาพในการยิงขีปนาวุธตอบโต้อย่างต่อเนื่อง คำตอบของปริศนานี้อยู่ที่ “ปักกิ่ง”
2.1 อาวุธพลิกเกม (Game Changer): มีรายงานยืนยันว่าจีนได้ส่งมอบขีปนาวุธต่อต้านเรือความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Anti-ship Missiles) มูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่อิหร่านอย่างลับๆ จนรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยกย่องจีนให้เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”
2.2 ระบบตาข่ายดักจับเทคโนโลยีล่องหน: ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เทคโนโลยี AI ของจีนที่ชื่อ “จิงฉี” (Jingqi) สามารถตรวจจับสัญญาณวิทยุจากเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit ของสหรัฐฯ ได้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนการโจมตีจริง นี่หมายความว่าจีนสามารถเฝ้าติดตามทุกความเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐฯ ได้แบบเรียลไทม์
ผลลัพธ์ของสมรภูมินี้ คือ ความไม่สมมาตรของต้นทุน (Asymmetric Costs) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สูญเสียเงินไปแล้วกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ในสงครามนี้ ขณะที่ต้นทุนของจีนคือ “ศูนย์” ทุกดอลลาร์ที่สหรัฐฯ เผาผลาญในตะวันออกกลาง คือดอลลาร์ที่ขาดหายไปในการแข่งขันกับจีนในเวทีโลก
3. ปฏิบัติการโค่นล้ม “เปโตรดอลลาร์” สู่ยุค “เปโตรหยวน” นอกจากการทหารแล้ว จีนและอิหร่านยังเปิดแนวรบทางเศรษฐกิจเพื่อโจมตีเสาหลักของอำนาจสหรัฐฯ นั่นคือ “เงินดอลลาร์”
อิหร่านประกาศเงื่อนไขสำคัญว่า เรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย “หากชำระเงินด้วยสกุลเงินหยวนเท่านั้น” กลไกนี้ได้รับการรองรับโดยแพลตฟอร์ม mBridge ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนที่จีนผลักดัน โดยมีการประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง 95% ดำเนินการผ่าน “เงินหยวนดิจิทัล” ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ค่าเงินดอลลาร์ยิ่งเผชิญความเสี่ยง ในขณะที่เงินหยวนยิ่งแผ่อิทธิพลและได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะสกุลเงินทางเลือกของโลก
4. ป้อมปราการพลังงาน: ทำไมจีนจึงไม่สะทกสะท้าน? หลายคนอาจสงสัยว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบหรือ? คำตอบคือ จีนได้ใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง “ป้อมปราการทางความมั่นคงด้านพลังงาน” ไว้ล่วงหน้า
4.1 คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR): จีนกว้านซื้อน้ำมันดิบราคาถูกมาเก็บสะสมไว้ในคลังสำรองใต้ดิน ขนาดมหาศาลทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดวิกฤตปิดล้อมทางทะเล จีนจะมีน้ำมันเพียงพอหล่อเลี้ยงการบริโภคภายในประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ เพียงพอต่อการทำสงคราม
4.2 การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition): การลงทุนมหาศาลในโซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่แค่นโยบายรักษ์โลก แต่คือ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลจากตะวันออกกลาง
5. สุญญากาศในเอเชียตะวันออก: เป้าหมายที่แท้จริง ในขณะที่สหรัฐฯ ถูกดึงความสนใจและสรรพกำลังไปติดหล่มอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย จีนได้ใช้สุญญากาศทางอำนาจนี้ในการกดดันไต้หวันอย่างหนักหน่วง มีการระดมเครื่องบินรบหลายสิบเครื่องเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน และส่งเรือรบปิดล้อมเกาะ ในขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ ต้องถอนระบบป้องกันภัยทางอากาศออกจากเกาหลีใต้ ก็เปิดช่องให้เกาหลีเหนือกลับมาทดสอบขีปนาวุธอีกครั้ง นี่คือการแยกสหรัฐฯ ออกจากพันธมิตรในเอเชียตะวันออกอย่างสมบูรณ์
6. โอกาสทองของประเทศไทย: ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ และ ศูนย์กลางพลังงานแห่งใหม่ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงจากการปิดล้อมจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล (Chokepoints) อย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือช่องแคบมะละกา ประเทศไทยต้องเร่งฉวยโอกาสจากที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นกลางทางช่องแคบ (Neutrality) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย
6.1 ยกระดับ “แลนด์บริดจ์ภาคใต้” เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับโลก: รัฐบาลไทยต้องไม่มองโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) เป็นเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อย่นระยะเวลาขนส่งสินค้า แต่ต้องยกระดับให้เป็น “พื้นที่เก็บสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค” (Regional Strategic Petroleum Hub) เพื่อเป็นเส้นทางและคลังพลังงานสำรองของโลกในยามที่ช่องแคบอื่นๆ เกิดวิกฤต
6.2 สร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานแห่งอนาคต: พัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องจากแลนด์บริดจ์ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่และ EV โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นจุดศูนย์กลางการขนส่งวัตถุดิบ
6.3 การทูตเชิงรุก ดึงดูดการลงทุนจากทุกขั้วอำนาจ: ด้วยจุดยืนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไทยสามารถเป็น “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน รัฐบาลควรเดินสายดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มทุนตะวันออกกลาง (ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและหาแหล่งกักเก็บน้ำมันใหม่) จีน (ที่ต้องการความมั่นคงทางเส้นทางสายไหม) และชาติตะวันตก (ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสงคราม) ให้เข้ามาลงทุนในอภิมหาโปรเจกต์นี้ร่วมกัน
บทสรุป: สู่รุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ และก้าวกระโดดทางยุทธศาสตร์ของไทย
วิกฤตการณ์ที่บานปลายในตะวันออกกลางและรอยร้าวในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเพียงปฐมบทของการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่ตอกย้ำถึงจุดสิ้นสุดของยุคขั้วอำนาจเดี่ยว (Unipolarity) ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ล้ำลึกของจีน ที่สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นความได้เปรียบ ทั้งในการทำสงครามอสมมาตรเพื่อบั่นทอนกำลังคู่แข่ง การท้าทายระบบเปโตรดอลลาร์ และการสร้างป้อมปราการความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อรองรับสภาวะสงคราม
สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Shift) ที่เชี่ยวกรากนี้ การรักษา “ความเป็นกลางแบบตั้งรับ” ที่เน้นเพียงการหลบหลีกความขัดแย้ง อาจไม่เพียงพอที่จะรับประกันความมั่นคงของชาติได้อีกต่อไป รัฐบาลไทยจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์สู่นโยบาย “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Active Neutrality) และใช้ยุทธศาสตร์การป้องกันความเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ โดยมี โครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ เป็นไพ่ตายทางยุทธศาสตร์ (Strategic Trump Card)
การยกระดับโครงการแลนด์บริดจ์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ สู่การเป็น “คลังพลังงานสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของโลก” และ “พื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจ” (Economic Safe Haven) สำหรับนักลงทุนจากทุกขั้วอำนาจ จะเป็นกลไกสำคัญในการตอกเสาเข็มทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยให้แข็งแกร่ง
หากเราสามารถบริหารจัดการจุดตัดแห่งผลประโยชน์ (Intersection of Interests) ของมหาอำนาจต่างๆ ให้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้อย่างชาญฉลาด ประเทศไทยจะไม่ตกเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานหมากรุกโลก แต่จะก้าวขึ้นเป็น “ผู้รักษาดุลยภาพ” (Balancer) และ “ผู้เล่นหลัก” ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตของโลกให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง และสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับชาติในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–




เรื่องน่าอ่าน
อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดีพนันออนไลน์ – ฟอกเงินข้ามชาติ ผู้ต้องหา “นารีรัตน์ กับพวก” โยงเครือข่ายนักการเมืองระดับประเทศ ทุกข้อหาตามความเห็น DSI
DSI จับผู้ต้องหาร่วมกระทำผิดกับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 2,000 ต่อปี
รอยร้าวแสนล้านที่เอกวาดอร์ สู่ 7 เมกะโปรเจกต์ไทย — เมื่อ “สินบน” และ “ความหละหลวม” ผลักภาระสู่คนรุ่นหลัง /โดย: ดร.Force
1,640 ล้านบาทกับ “TH-AI Passport” รัฐคิดแทนประชาชน หรือผลประโยชน์แฝง?
DSI รวบแม่ค้าลูกชิ้นทอดรับจ๊อบเสริมเป็นบัญชีม้าให้แก๊งใบขับขี่ปลอมออนไลน์
สยามอะเมซิ่งพาร์ค จัดให้ตามคำเรียกร้อง!!! วัยทำงาน เที่ยวฟรี!! 30 พ.ค. – 3 มิ.ย.นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
“วัชรพล-สุภา“ อดีต ป.ป.ช.ไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม ศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 พิพากษาจำคุก 3 ปี
ปรากฏการณ์ FDI ทะลัก: เมื่อไทยกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก /โดย: Dr.Force