จาก “การควบคุมเงิน” สู่ “การควบคุมเครือข่าย”: ถอดรหัสฉากทัศน์ระเบียบการเงินโลกใหม่ในยุค Internet of Value /โดย ดร.Force

601930

      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของ “โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก” (Global Geopolitical & Economic Power Structure) อย่างมีนัยสำคัญ

               บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เพียงแค่ “ตัวเงิน” (Money) แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) หรือท่อส่งเงินของโลก ซึ่งเมื่อท่อส่งเงินเปลี่ยน โครงสร้างอำนาจโลกก็ย่อมเปลี่ยนตาม โดยมีสัญญาณสะท้อนผ่านการเติบโตของ Stablecoin, การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) และกระแสการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปดิจิทัล (Tokenization)

               1. ประวัติศาสตร์มนุษยชาติกับการควบคุม “เครือข่าย” อำนาจ หน้าประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า อำนาจที่แท้จริงเกิดจากการ “สร้างและควบคุมเครือข่ายที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้” ใครที่เป็นศูนย์กลางให้สินค้า ข้อมูล และเงินตราไหลผ่าน ผู้นั้นคือผู้ครองอำนาจเศรษฐกิจโลก ซึ่งสามารถแบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 4 ยุคสำคัญ

                     (1) ยุคเส้นทางการค้าโบราณ (Trade Route Age): มหาอำนาจยุคโบราณควบคุมเส้นทางสายไหมและช่องแคบมะละกา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครือข่ายหลักในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคที่ยังไม่มีระบบธนาคาร
                     (2) ยุคจักรวรรดิทางทะเล (Maritime Age): เมื่อเทคโนโลยีเดินเรือก้าวหน้า ประเทศอย่างโปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจผ่านการคุมเครือข่ายเส้นทางน่านน้ำทั่วโลก
                     (3) ยุคอุตสาหกรรมและพลังงาน (Industrial Age): อำนาจย้ายไปสู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ทั้งระบบรางรถไฟ โรงงานขนาดใหญ่ สายส่งไฟฟ้า และท่อส่งน้ำมัน
                     (4) ยุคเครือข่ายดอลลาร์ (Dollar Network Age): หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ร่วมมือกับพันธมิตรสร้าง “เครือข่ายการเงินโลก” (Global Financial Network) ที่ผูกรวมดอลลาร์ ตลาดพันธบัตรรัฐบาล และระบบ SWIFT เข้าด้วยกัน ความแข็งแกร่งนี้เกิดจาก Network Effect ยิ่งคนใช้ดอลลาร์มาก เครือข่ายก็ยิ่งทรงพลัง แม้ในปี 1971 สหรัฐฯ จะประกาศยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ (Nixon Shock) ดอลลาร์ก็ไม่ล่มสลายเพราะโลกยังคงติดอยู่ในระบบนิเวศน์และเครือข่ายนี้อย่างยากจะถอนตัว

               2. จาก Internet of Information สู่ Internet of Value ในขณะที่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนวิถีการเดินทางของข้อมูลให้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที แต่ระบบการเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิมยังคงล่าช้าและมีตัวกลางหลายชั้น เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยเปลี่ยนผ่านจาก Internet of Information ไปสู่ Internet of Value ที่สามารถบันทึกมูลค่าและสิทธิความเป็นเจ้าของที่แก้ไขไม่ได้ ผ่านสองนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

                     (1) Stablecoin (เงินดอลลาร์ในท่อส่งแรงดันสูง): เป็นการนำเงินสกุลดั้งเดิมมาวิ่งบนสถาปัตยกรรมบล็อกเชน ช่วยให้เงินเคลื่อนย้ายได้แบบ 24/7 ไร้พรมแดน โดยปัจจุบันมีปริมาณธุรกรรมเติบโตจนก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Visa หรือ Mastercard และเริ่มเป็นที่ยอมรับในภาคธุรกิจ
                     (2) Tokenization (การแปลงสินทรัพย์เป็นดิจิทัล): การซอยย่อยสินทรัพย์ในโลกจริง (Real-World Assets) เช่น พันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ให้เป็นโทเคนดิจิทัลขนาดเล็กบนบล็อกเชน ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ BlackRock เปิดตัวกองทุนดิจิทัล BUIDL บนเครือข่าย Ethereum

                3. วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์: ตัวเร่งปฏิกิริยาสู่ระเบียบการเงินหลายขั้ว ความขัดแย้งระดับโลกและการนำระบบการเงินดั้งเดิม (SWIFT/USD) มาใช้เป็นเครื่องมือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้หลายประเทศแสวงหา “ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” (Financial Infrastructure Resilience) เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของตนยังสามารถค้าขายและหักบัญชีได้แม้ในยามวิกฤต ส่งผลให้สถาปัตยกรรมทางการเงินโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบศูนย์กลางเดี่ยวไปสู่ระบบหลายเครือข่ายเชื่อมโยงกัน (Network of Networks)

                      (1) สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม (Centralized & Unipolar): พึ่งพาดอลลาร์และ SWIFT มีลักษณะเป็นคอขวด มีความล่าช้า ต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงหากถูกตัดขาดจากระบบ
                      (2) สถาปัตยกรรมแห่งอนาคt (Multi-Network & Multipolar): เป็นการทำงานร่วมกันของเครือข่ายที่หลากหลาย ทั้งดอลลาร์ดิจิทัล หยวนดิจิทัล CBDC และ Stablecoin โดยมีเลเยอร์เทคโนโลยีเชื่อมข้ามระบบ (Interoperability Layer) ทำหน้าที่ผสานเข้าด้วยกัน ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากโครงการ mBridge (ความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางหลายประเทศ รวมถึงไทย ฮ่องกง จีน และยูเออี) ที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อโอนเงินและชำระค่าสินค้าข้ามพรมแดนโดยตรงแบบ Peer-to-Peer โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารตัวแทนแบบเดิม

               4. ยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจและโอกาสทองของประเทศไทย ในฉากทัศน์ใหม่ สหรัฐฯ เริ่มปรับตัวโดยการผลักดันดอลลาร์เข้ายึดหัวหาดบนเครือข่ายดิจิทัลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้าง Network Effect ต่อไป

                    สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศขนาดกลาง ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมไม่ใช่การแข่งขันสร้างสกุลเงินมหาอำนาจ แต่เป็นการวางตัวเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมต่อเครือข่ายที่หลากหลาย” (Interoperability Hub) หรือ “ศูนย์กลางการหักบัญชีที่เป็นกลางของภูมิภาค” (Neutral Settlement Hub ของอาเซียน) ซึ่งสร้างมูลค่าได้มากกว่า โดยมีแนวทางขับเคลื่อนคือ

                    (1) วางกฎระเบียบด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) ให้มีความชัดเจน ปลอดภัย และเอื้อต่อการทำธุรกิจ
                    (2) ยกระดับระบบอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) และความปลอดภัยทางไซเบอร์สู่มาตรฐานสากลเพื่อสร้างความไว้วางใจ
                    (3) เปิดกว้างให้ระบบการชำระเงินที่แข็งแกร่งของไทย (เช่น PromptPay) สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายการเงินที่หลากหลาย ทั้งระบบดั้งเดิม CBDC และบล็อกเชนสากล

601931

              บทสรุป: ศตวรรษแห่งความไว้วางใจบนเครือข่าย

               สมรภูมิการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ขยับทิศทางไปสู่คำถามที่ว่า “ใครจะสามารถสร้างเครือข่ายที่โลกไว้วางใจให้มูลค่าไหลผ่านได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด” บล็อกเชนจึงเปรียบเสมือนวิวัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขั้นถัดไป อนาคตทางการเงินโลกแนวโน้มจะไม่ใช่ระเบียบที่มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่จะก้าวไปสู่ ระเบียบการเงินแบบหลากขั้วและหลายเครือข่าย (Multipolar, Multi-Network Financial System) ที่ซึ่งอำนาจและความมั่งคั่งจะตกเป็นของผู้ที่เข้าใจ สร้างสรรค์ และเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายแห่งความไว้วางใจนี้ได้ดีที่สุด

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน