กระดานเดิมพันโลก — ถอดรหัสยุทธศาสตร์ “จับเศรษฐกิจเป็นตัวประกัน” ของอิหร่าน และแรงกระเพื่อมถึงไทย /โดย:ดร.Force

2000077

      ในหน้าประวัติศาสตร์สงคราม ชัยชนะมักถูกตัดสินด้วยขนาดของกองกำลัง เทคโนโลยีอาวุธ และการยึดครองดินแดนเบ็ดเสร็จ แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก นิยามของ “ผู้ชนะ” กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่

               หากมองผ่านเลนส์ของกำลังรบตามแบบ (Conventional Warfare) อิหร่านอาจดูเป็นรองมหาอำนาจตะวันตก ทว่ายุทธศาสตร์ที่อิหร่านกำลังเดินหมากอยู่ คือการเปลี่ยนผ่านจากสงครามทางทหาร ไปสู่ “ยุทธศาสตร์การป้องปรามด้วยความพินาศทางเศรษฐกิจร่วมกัน” (Mutual Assured Economic Destruction – MAED) ซึ่งหมายความว่า อิหร่านไม่จำเป็นต้องชนะในสมรภูมิรบ เพียงแค่หา “สวิตช์ดับเครื่อง” ของเศรษฐกิจโลกให้เจอ ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้

​              1. ความได้เปรียบจากความอสมมาตร (The Edge of Asymmetry) ​โลกกำลังเผชิญกับสภาวะที่อาวุธราคาถูกสามารถสั่นคลอนความมั่งคั่งมหาศาลได้ อิหร่านแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ “ยุทธวิธีอสมมาตร” (Asymmetric Tactics) อย่างชัดเจนผ่านการใช้โดรนพลีชีพต้นทุนหลักหมื่นดอลลาร์ เพื่อคุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในกลุ่ม GCC ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ นี่ไม่ใช่แค่การทำลายล้างทางกายภาพ แต่เป็นการบังคับให้คู่แข่งต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งถือเป็นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจคู่ต่อสู้อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

​              2. การเล็งเป้าที่เส้นเลือดใหญ่ทางมนุษยธรรม (Targeting the Humanitarian Achilles’ Heel) ​ความมั่งคั่งของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียนั้นตั้งอยู่บนจุดเปราะบางที่อันตรายที่สุด นั่นคือ “น้ำและอาหาร”
​มากกว่า 60% ของน้ำดื่มในภูมิภาคนี้พึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination Plants) ในขณะที่อาหารถึง 80% ต้องอาศัยการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ​หากยุทธบริเวณเหล่านี้ถูกปิดล้อมหรือโจมตี สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ทางทหาร แต่คือการล่มสลายของความมั่นคงทางสังคม การขาดแคลนน้ำและอาหารจะสร้างความตื่นตระหนกและแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศชนิดที่ไม่มีรัฐบาลใดต้านทานได้

​              3. โลกาภิวัตน์ในฐานะอาวุธ (Weaponization of Globalization) ​หมัดน็อกที่แท้จริงของอิหร่านไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตะวันออกกลาง แต่เล็งเป้าไปที่ “วอลล์สตรีทและระเบียบการเงินโลก” ​การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพียงเล็กน้อย สามารถจุดชนวนให้ราคาน้ำมันทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง แต่ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือสายป่านของ “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) เงินทุนมหาศาลจากการขายน้ำมันของกลุ่ม GCC คือฟันเฟืองสำคัญที่หล่อเลี้ยงตลาดหุ้นสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก หากการส่งออกน้ำมันสะดุด กระแสเงินทุนนี้จะระเหยไปจากระบบ สร้างแรงกระเพื่อมที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกได้ในชั่วข้ามคืน

               แรงกระแทกถึงไทย: หาก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิดตาย แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ในโลกที่ไร้พรมแดนทางเศรษฐกิจ หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลกถูกปิดล้อม ไทยจะเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทันที

               1. วิกฤตความมั่นคงทางพลังงานและเงินเฟ้อ: ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง (เช่น UAE, ซาอุดีอาระเบีย) เป็นสัดส่วนหลัก หากเส้นทางนี้ถูกตัดขาด ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับตัวสูงขึ้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

              2. โดมิโนทางเศรษฐกิจและการส่งออก: เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูง เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว (Recession) กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าหลักของไทยจะลดลง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

              3. ความท้าทายด้านการคลัง: รัฐบาลไทยจะต้องเผชิญหน้ากับภาระหนักอึ้งในการนำเงินกองทุนน้ำมันหรือภาษีประชาชนมาอุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบระยะสั้น ซึ่งจะเบียดบังงบประมาณในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ

              ดาบสองคม: จุดอ่อนและข้อจำกัดในยุทธศาสตร์ของอิหร่าน แม้ยุทธศาสตร์การจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันจะดูทรงพลัง แต่ก็ไม่ใช่แผนการที่ไร้ช่องโหว่ การใช้ไพ่ใบนี้มี “ราคา” ที่อิหร่านอาจต้องจ่ายแพงเช่นกัน

              1. การทุบหม้อข้าวตัวเอง: อิหร่านเองก็พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกน้ำมัน (ผ่านตลาดมืดและการเลี่ยงคว่ำบาตร) เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภายในประเทศที่บอบช้ำอยู่แล้ว การปิดช่องแคบนี้ เท่ากับอิหร่านตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตนเองด้วย

              2. การปลุกแนวร่วมต่อต้านระดับโลก (Global Coalition): การกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก จะไม่ได้ดึงแค่สหรัฐฯ หรืออิสราเอลเข้ามาเป็นศัตรู แต่จะสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อ “จีน” และ “อินเดีย” ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่จากตะวันออกกลางและเป็นมิตรประเทศที่สำคัญของอิหร่าน การสูญเสียแรงสนับสนุนจากจีนอาจเป็นหายนะทางการทูตสำหรับเตหะราน

               3. การปรับตัวของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ: กลยุทธ์ “โดรนราคาถูก” อาจมีผลในระยะสั้น แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันออกกลางกำลังเร่งพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบใหม่ เช่น อาวุธเลเซอร์ (Laser Weapons, Laser beam) และระบบ AI สกัดกั้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ต้นทุนการป้องกันโดรนจะถูกลงอย่างมาก ทำลายข้อได้เปรียบแบบอสมมาตรของอิหร่านไปในที่สุด

               บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ถอดรหัสกระดานอำนาจโลก และทางรอดของไทย บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ “อำนาจ” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขนาดของกองทัพ แต่อยู่ที่ใครสามารถกุม “จุดตาย” ของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ ยุทธศาสตร์ของอิหร่านสะท้อนภาพสงครามยุคโลกาภิวัตน์ ที่เปลี่ยนความเปราะบางของเศรษฐกิจให้กลายเป็นอาวุธต่อรองขั้นสุดยอด ซึ่งสรุปได้ใน 3 มิติสำคัญ

               [1] ชัยชนะบนความพินาศร่วมกัน (The MAED Trap): อิหร่านใช้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน สร้างเพดานความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าสหรัฐฯ หรือมหาอำนาจใดจะกล้าเปิดศึกเต็มรูปแบบ เพราะผลกระทบที่จะเกิดกับตลาดทุนและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกนั้นรุนแรงเกินประเมินค่า

               [2] เดิมพันที่อาจทำลายตัวเอง (Iran’s High-Stakes Gamble): กลยุทธ์นี้คือดาบสองคม หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นอกจากจะตัดเส้นเลือดส่งออกน้ำมันของตนเองแล้ว ยังอาจพลิกให้มิตรประเทศที่สำคัญที่สุดอย่าง “จีนและอินเดีย” กลายเป็นศัตรูในทันที

[3] สัญญาณเตือนภัยของไทย (Thailand’s Wake-up Call): วิกฤตนี้จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้ากว่า 80% หากเส้นทางพลังงานสะดุด สิ่งที่เราจะต้องเผชิญทันทีคือ วิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง ต้นทุนพุ่งสูง และเศรษฐกิจชะงักงัน

               ก้าวต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอน…เมื่อสงครามไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ การเตรียมพร้อมของไทยจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” (Economic Resilience) อย่างเร่งด่วน เช่น การกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานสำรอง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการรักษาสมดุลทางการทูต เพราะในสงครามยุคใหม่ เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของชาติ อาจไม่ใช่ยุทโธปกรณ์ราคาแพง แต่คือ ความมั่นคงทางพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน