ปฏิบัติการพื้นที่สีเทา (Gray Zone Operations) ภัยคุกคามไร้เสียงปืน และยุทธศาสตร์การรับมือของประเทศไทย /โดย: ดร.Force

376259

     เมื่อกล่าวถึง “สงคราม” ภาพจำในอดีตมักผูกติดกับการปะทะกันด้วยกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ทว่าในศตวรรษที่ 21 ที่การใช้กำลังรบเต็มรูปแบบมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สูงเกินไป มหาอำนาจและตัวแสดงระดับรัฐจึงหันมาใช้ยุทธศาสตร์ที่แยบยลยิ่งขึ้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าความมั่นคงโลกไปอย่างสิ้นเชิง ยุทธศาสตร์นั้นเรียกว่า “ปฏิบัติการพื้นที่สีเทา” (Gray Zone Operations)

              บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ให้เห็นถึงกลไกของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อมกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมรับมือครับ

               1. ทำความเข้าใจ “พื้นที่สีเทา” สมรภูมิระหว่างเส้นแบ่งสันติภาพและสงคราม หากเปรียบเทียบ “สันติภาพ” เป็นสีขาว และ “สงครามตามแบบ” เป็นสีดำ ปฏิบัติการพื้นที่สีเทาคือช่องโหว่ตรงกลางที่เบลอเส้นแบ่งดังกล่าว

               เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์นี้ คือ การบีบบังคับ แสวงหาผลประโยชน์ หรือเปลี่ยนสถานะเดิม (Status Quo) โดยใช้วิธีการที่ “ไม่รุนแรงถึงขั้นที่จะทำให้อีกฝ่ายประกาศสงคราม” แต่ก็ “คุกคามมากพอ” ที่จะสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทำให้รัฐเป้าหมายตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) หากใช้กำลังทหารตอบโต้ก็จะถูกมองว่าเป็นผู้ยกระดับความขัดแย้ง (Escalation) แต่หากสงวนท่าทีก็จะสูญเสียผลประโยชน์ไปทีละน้อย

              อาวุธที่ไม่มีเสียงระเบิด: ลักษณะเด่น 4 ประการ

                   (1) ความคลุมเครือ (Ambiguity): การปฏิบัติการที่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ (Plausible Deniability) เช่น การใช้กองกำลังพลเรือนบังหน้า หรือแฮกเกอร์นิรนาม
                   (2) การรุกคืบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradualism): ยุทธวิธี “หั่นไส้กรอก” (Salami-slicing tactics) ที่ค่อยๆ ลิดรอนผลประโยชน์ของอีกฝ่ายทีละนิด จนท้ายที่สุดเกิดการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
                   (3) หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารหลัก (Non-kinetic): เน้นการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ กฎหมาย (Lawfare) และข่าวสาร แทนการใช้กำลังรบที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียใหญ่หลวง
(4) มุ่งเป้าหลายมิติ (Multi-domain): ผสมผสานการกดดันทั้งทางกายภาพ ไซเบอร์ และสงครามจิตวิทยา

               2. กรณีศึกษา: สมรภูมิที่มองเห็นและมองไม่เห็น

                   2.1 มิติทางทะเล (Maritime Domain): ทะเลจีนใต้ พื้นที่นี้คือสนามประลองกำลังของยุทธวิธี Gray Zone ที่ชัดเจนที่สุด ฝ่ายรุกมักหลีกเลี่ยงการส่งเรือรบ (Grey Hulls) เข้าเผชิญหน้า แต่เลือกใช้ ยุทธศาสตร์กะหล่ำปลี (Cabbage Strategy) คือการห้อมล้อมพื้นที่เป้าหมายเป็นชั้นๆ ชั้นในสุดใช้ “เรือประมง” (กองกำลังอาสาสมัครทางทะเลที่แฝงตัวมา) ชั้นกลางเป็นเรือยามฝั่ง (Coast Guard) และมีเรือรบจอดคุมเชิงอยู่รอบนอกสุด การจัดกำลังเช่นนี้ทำให้รัฐคู่กรณีฝ่าเข้าไปได้ยาก และหากฝ่ายใดใช้กำลังทหารยิงเรือประมงหรือยามฝั่งก่อน ก็จะสูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลกทันที

                   2.2 มิติทางความคิดและไซเบอร์ (Cognitive & Cyber Domain)
การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่พรมแดนทางกายภาพ แต่เจาะลึกไปถึง “กระบวนการคิด” ของประชาชนผ่าน สงครามการรับรู้ (Cognitive Warfare) นี่ไม่ใช่เพียงการปล่อยข่าวปลอม (Fake News) แต่เป็นการนำ AI และ Big Data มาวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อป้อนข้อมูลที่สร้างความแตกแยก บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันหลักของชาติ หรือแทรกแซงความมั่นคงภายใน ทำให้ประเทศเป้าหมายอ่อนแอลงโดยไม่ต้องเคลื่อนกำลังพลแม้แต่นายเดียว

               3. ยุทธศาสตร์การรับมือสำหรับประเทศไทย (Thailand’s Strategic Response)

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่รุนแรงเช่นบางประเทศในอาเซียน แต่ภัยคุกคามในพื้นที่สีเทานั้นไร้พรมแดน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์เชิงรุกและเชิงรับที่สอดประสานกันในทุกมิติ ดังนี้

                  3.1 การยกระดับกลไกบูรณาการทางทะเล (Maritime Domain Awareness & Synergy) เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบกองเรือรบ แต่มาในรูปของเรือทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ ประเทศไทยต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กลไกบังคับใช้กฎหมายทางทะเล โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ในฐานะหน่วยงานด่านหน้า (White Hull Strategy) การใช้เรือของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพลเรือนเข้าจัดการปัญหา จะช่วยลดความตึงเครียดทางทหารลงได้ พร้อมทั้งต้องลงทุนในระบบโครงข่ายเรดาร์และดาวเทียม เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้สถานการณ์ทางทะเล (MDA) ที่แม่นยำและไร้รอยต่อ

                   3.2 การรับมือแบบ “ทั้งองคาพยพ” (Whole-of-Government / Whole-of-Society Approach) ภัยคุกคามสีเทาไม่สามารถรับมือได้ด้วยหน่วยงานความมั่นคงเพียงหน่วยเดียว การแก้ปัญหาต้องทลายไซโล (Silo) ระหว่างกระทรวง โดยผสานกำลังทั้งกองทัพ หน่วยงานข่าวกรอง กระทรวงการต่างประเทศ ตำรวจไซเบอร์ ไปจนถึงภาควิชาการและภาคประชาสังคม เพื่อกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ

                  3.3 การสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ (Cognitive Resilience)
สมรภูมิที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง “ความตระหนักรู้” ให้กับทั้งบุคลากรภาครัฐและประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้เท่าทันสื่อ สามารถแยกแยะปฏิบัติการข่าวสาร (Info-Ops) และระบุความพยายามในการแทรกแซงจากตัวแสดงภายนอกได้ การมีความโปร่งใสเชิงรุก (Assertive Transparency) ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

                  3.4 การทูตแบบยืดหยุ่นและเครือข่ายความร่วมมือ (Flexible Diplomacy & Minilateralism) ไทยต้องรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ผ่านการทูตที่ยืดหยุ่น ไม่เลือกข้างมหาอำนาจอย่างสุดโต่ง แต่ในขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค (เช่น การฝึกซ้อมรบร่วม การแบ่งปันข่าวกรองทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน) เพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติการร่วม (Interoperability) และสร้างขีดความสามารถในการป้องปราม (Deterrence) แบบกลุ่ม

               4. บทสรุป: สู่ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนในการป้องปรามภัยคุกคามสีเทา ปฏิบัติการพื้นที่สีเทา (Gray Zone Operations) ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ภัยคุกคามที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์ที่แนบเนียนในการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนอันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ความอันตรายของภัยคุกคามนี้ไม่ได้โจมตีเพียงทางกายภาพในสมรภูมิทางทะเลดังเช่นกรณีศึกษา Cabbage Strategy และการขยายอำนาจด้วยเกาะเทียม แต่ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างพื้นฐานวิกฤตทางไซเบอร์ และที่อันตรายที่สุดคือ “สงครามการรับรู้” (Cognitive Warfare) ที่พุ่งเป้าบิดเบือนกระบวนการคิดและสร้างความแตกแยกภายในสังคมเป้าหมายเอง ทำให้รัฐนั้นอ่อนแอลงและสูญเสียผลประโยชน์ไปทีละน้อย (Gradualism) โดยไม่สามารถใช้กำลังทหารตอบโต้ได้อย่างชอบธรรม (Dilemma)

               ผมได้วิเคราะห์และนำเสนอโมเดลการรับมือแบบองค์รวมไว้ในอินโฟกราฟิกนี้ ซึ่งประเทศไทยต้องนำไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันแบบดั้งเดิมไปสู่ “ยุทธศาสตร์เรือสีขาว” (White Hull Strategy) ผ่านกลไก ศรชล. (TH-MECC) ที่เน้นการบูรณาการสถานการณ์ทางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA) และการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นพลเรือนเพื่อลดความตึงเครียดทางทหาร ควบคู่ไปกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันความรู้” (Cognitive Resilience) ให้กับประชาชนเพื่อแยกแยะปฏิบัติการข่าวสาร และการใช้ “ความโปร่งใสเชิงรุก” (Assertive Transparency) เพื่อเปิดเผยความจริงสู่สังคมโลก

               บทสรุปสุดท้าย คือ ความเข้มแข็งของชาติไม่ได้วัดด้วยจำนวนขีปนาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากความสามารถในการประสานพลังแห่งชาติ (Total National Power) ทั้งเครื่องมือทางทหาร พลเรือน กฎหมาย ข้อมูลข่าวสาร และการทูตที่ยืดหยุ่น ภายใต้แนวคิด Whole-of-Government และ Whole-of-Society เพื่อสร้างการป้องปราม (Deterrence) ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทยในทุกมิติอย่างมีศักดิ์ศรี

 

ที่มา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน