อะไรคือ “วาระแอบแฝง” (Hidden agenda) ของสหรัฐฯ ในการเข้าปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาและจับตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยา โดย ดร.Force 

1883342

               ก่อนจะเข้าเนื้อเรื่อง ต้องมาทำความรู้จัก ความเข้าใจของ “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) กันก่อน สำหรับบางท่านที่ยังไม่เคยรับรู้หรือเคยได้ยินคำๆ นี้ครับ

               #เปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) คืออะไร?  เปโตรดอลลาร์ หมายถึง ระบบที่การซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลกส่วนใหญ่กำหนดราคาและชำระเงินด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ระบบนี้เริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1970s หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ (Bretton Woods system) ในปี 1971 โดยสหรัฐฯ ทำข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย (และต่อมา OPEC) ให้ขายน้ำมันเป็นดอลลาร์เท่านั้น เพื่อแลกกับการคุ้มครองทางทหารและอาวุธจากสหรัฐฯ

               แล้วเปโตรดอลลาร์มันมีความสำคัญต่อสหรัฐฯอย่างไร?  ระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและอำนาจของสหรัฐฯ ดังนี้ครับ

              1) สร้างความต้องการดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง — ทุกประเทศที่นำเข้าน้ำมันต้องถือครองหรือหาดอลลาร์มาซื้อ ส่งผลให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก (reserve currency) มากกว่า 50% ของทุนสำรองโลกยังเป็นดอลลาร์
              2) ช่วยให้สหรัฐฯ กู้ยืมเงินถูก — ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (petrodollar recycling) นำเงินดอลลาร์ที่ได้ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) ทำให้สหรัฐฯ สามารถขาดดุลการค้าและงบประมาณมหาศาลได้ โดยดอกเบี้ยต่ำ
              3) เสริมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง — สหรัฐฯ สามารถใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตร (sanctions) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหลายประเทศพึ่งพาระบบนี้

              อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 ระบบนี้กำลังเผชิญความท้าทายจาก de-dollarization เช่น การค้าด้วยหยวน (petroyuan) ของจีน การใช้สกุลเงินท้องถิ่นใน BRICS และเหตุการณ์ล่าสุดการปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเพื่อรักษาระบบนี้ไว้ด้วย แต่โดยรวมดอลลาร์ยังครองการค้าน้ำมันโลกส่วนใหญ่ (ราว 80%) และยังไม่ล้มสลายในเร็ววัน

              ทีนี้เรามาเข้าเรื่องตามหัวเรื่องกันต่อดีกว่าครับ  เหตุการณ์สหรัฐฯบุกเวเนซุเอลา: มากกว่าแค่ค้ายา — เกมอำนาจ น้ำมัน และ Petrodollar  เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2569 สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหารใน กรุงการากัส ควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยา พร้อมประกาศนำตัวไปสู่สหรัฐฯ เพื่อฟ้องร้องในข้อหาค้ายาเสพติด ฟอกเงิน และ “นารโค-เทอร์ริสม์” (Narcoterrorism) พร้อมอ้างว่าปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจัดการกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่รัฐบาลเวเนซุเอลาเกี่ยวข้องด้วย

              อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เองได้สร้างแรงกระเพื่อมทั้งทางการเมืองระหว่างประเทศและเชิงยุทธศาสตร์โลกอย่างรุนแรง — ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ามี “วาระแอบแฝง” ที่แฝงอยู่ลึกกว่าเหตุผลที่กล่าวอ้างหรือไม่

              [1] น้ำมันเวเนซุเอลา: สมบัติของโลกที่สหรัฐจับตา  เวเนซุเอลาถือว่ามีน้ำมันสำรอง ใหญ่ที่สุดในโลก — แม้การผลิตจริงจะลดลงหลังหลายปีภายใต้มาดูโรและฮูโก ชาเวซ โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันหนัก (heavy crude)

              สหรัฐฯ ซึ่งยังคงพึ่งพาน้ำมันดิบหนักของเวเนซุเอลาเพื่อเข้าสู่ระบบผลิตภัณฑ์น้ำมันภายในประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของอุปทานพลังงานโลก จึงถูกมองว่า มีแรงจูงใจทางยุทธศาสตร์ที่จะควบคุมหรือเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันเหล่านี้โดยตรง มากกว่าการแก้ปัญหายาเสพติดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารสหรัฐเองพูดถึงแผนจะ “บริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว” และเปิดทางให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าดำเนินการ!!!

              นักวิเคราะห์บางฝ่ายมองว่าการควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาและทรัพยากรล้ำค่าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเกมรักษาอำนาจเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ของสหรัฐ — ระบบที่เชื่อมต่อ “เงินดอลลาร์” กับการซื้อ-ขายพลังงานโลก และเป็นกลไกสนับสนุนความเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจของวอชิงตันมาหลายทศวรรษ

[2] การใช้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง: ค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย  รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าการเข้าจับกุมมาดูโรเป็นการปฏิบัติการเพื่อจัดการกับ “การค้ายาเสพติดข้ามชาติ” และการก่อการร้าย โดยนำตัวไปสู้คดีในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการใช้เหตุผลด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ชี้ว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อบังหน้าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ที่แท้จริงของปฏิบัติการนี้ เช่น การเข้าควบคุมน้ำมันและลดอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม (จีนและรัสเซีย)

              [3] หลักการ Don-Roe (ต่อยอดจาก Monroe Doctrine) การเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลายังถูกตีความว่าเป็นบทสืบทอดของหลักการภูมิรัฐศาสตร์ดั้งเดิมของสหรัฐ — Monroe Doctrine (1823) ที่ชี้ว่าสหรัฐมีบทบาทเป็นเจ้าภาพในละตินอเมริกา แต่ในกรณีนี้คำว่า Don-Roe Doctrine ซึ่งปรากฏในแถลงการณ์ของผู้บริหารสหรัฐเอง ถูกใช้เพื่ออธิบายแนวคิดใหม่ที่แข็งกร้าวกว่า คือการปฏิบัติเชิงอำนาจตรงกลางเพื่อ “คุ้มครองผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค” รวมถึงทรัพยากรสำคัญ เช่น น้ำมันและพลังงาน

               แนวคิดนี้เข้ากับมุมมองที่ว่าการลดอิทธิพลของประเทศคู่แข่งอย่าง จีนและรัสเซีย ในเวเนซุเอลา (ทั้งการลงทุนพลังงาน การค้า และความร่วมมือทางทหาร) เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการรักษาบทบาทของระบบ Petrodollar และอำนาจของสหรัฐในละตินอเมริกา

              [4] ปฏิกิริยาระหว่างประเทศและความชอบธรรม  ปฏิบัติการนี้ได้รับเสียงวิจารณ์จากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศว่าเป็น การละเมิดอธิปไตย และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการโดยทหาร นำไปสู่การประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงหรือการประณามจากรัสเซีย จีน และสมาชิกละตินอเมริกา

               #สรุปเชิงวิเคราะห์

               เหตุการณ์ที่สหรัฐฯ จับตัว นิโคลัส มาดูโร ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ของการแก้ปัญหาอาชญากรรมหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้น — ระหว่าง:
               – ผลประโยชน์ด้านพลังงานและ Petrodollar ของสหรัฐ
               – อิทธิพลของจีนและมหาอำนาจอื่นในแหล่งพลังงานโลก
               – การตีความใหม่ของ Monroe Doctrine ในยุคศตวรรษที่ 21
               – ความตึงเครียดด้านกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิอธิปไตยของรัฐ

               เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะยาว เปลี่ยนแปลงความสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ และกระทบต่อราคาน้ำมัน ตลาดการเงิน และความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาอย่างต่อเนื่องครับ

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าว นายพิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน