รัฐดิจิทัล : ทางรอดของประเทศไทย หรือโอกาสที่เราปล่อยให้หลุดมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า /โดย ดร.Force

1942219 scaled

    ประเทศไทยพูดถึงคำว่า e-Government และ รัฐดิจิทัล มานานกว่าสิบปี มีแผนยุทธศาสตร์ มีคณะกรรมการ มีแพลตฟอร์ม มีแอปพลิเคชันของรัฐจำนวนมาก แต่คำถามง่าย ๆ ที่ประชาชนยังตอบตรงกันคือ

              “ทำไมติดต่อราชการยังยุ่งยากเหมือนเดิม เพียงแค่เปลี่ยนจากกระดาษ เป็นหน้าจอ?” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ รัฐไทยยังไม่กล้าเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของตัวเอง รัฐดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไอที แต่คือเรื่องการเมือง หลายรัฐบาลเข้าใจผิดว่า รัฐดิจิทัลคือ
              – การทำแอป
              – การเปิดเว็บไซต์
              – การให้ประชาชนกรอกฟอร์มออนไลน์แทนกระดาษ

              แต่ทั้งหมดนั้นคือ “ปลายทาง” ไม่ใช่ “หัวใจ” หัวใจของรัฐดิจิทัลคือการลดพื้นที่สีเทา
ลดการใช้ดุลพินิจที่ตรวจสอบไม่ได้ ลดการพบปะหลังโต๊ะ และลดอำนาจการผูกขาดข้อมูลของหน่วยงานรัฐ!!!  เมื่อมองเช่นนี้ เราจะเข้าใจทันทีว่า..รัฐดิจิทัลไม่ใช่นโยบายที่ทุกคนอยากได้ เพราะมันกระทบกับ “ผลประโยชน์เดิม” โดยตรง

               เอสโตเนีย: ประเทศเล็กที่กล้าทำในสิ่งที่ประเทศใหญ่ไม่กล้า  เอสโตเนียไม่ใช่มหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ไม่ใช่ศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก ในปี 1991 เอสโตเนียเพิ่งหลุดพ้นจากสหภาพโซเวียต เศรษฐกิจล้าหลัง ระบบราชการรวมศูนย์ และทรัพยากรจำกัด

              แต่ผู้นำหนุ่มวัย 32 ปี ในขณะนั้น Mart Laar กล้าตัดสินใจครั้งสำคัญ  “ถ้าเดินตามประเทศอื่น เราไม่มีวันไล่ทัน เราต้องกระโดดข้ามระบบเก่าไปเลย” เอสโตเนียจึงไม่สร้างรัฐแบบเดิมแล้วค่อยติดตั้งเทคโนโลยี แต่ออกแบบรัฐใหม่ โดยให้ดิจิทัลเป็นแกนตั้งแต่ต้น เอสโตเนียเริ่มจากสิ่งที่ไทยมักมองข้าม: “คน” ก่อนจะพูดถึงแพลตฟอร์ม เอสโตเนียพูดถึง “คน” ตั้งแต่ปี 1996 รัฐบาลเอสโตเนียออกกฎหมาย บังคับให้ทักษะดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

              ในยุคที่โลกยังไม่มี Facebook หรือ Google เอสโตเนียเลือกลงทุนกับ “ความคุ้นเคยของประชาชน” ก่อน  นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับไทย  หากประชาชนไม่เข้าใจรัฐดิจิทัล รัฐดิจิทัลจะกลายเป็นเพียงระบบที่คนกลุ่มเล็กใช้งาน และกลายเป็นเครื่องมือรวมศูนย์อำนาจรูปแบบใหม่ ปัญหาคอขวดของไทย กับทางออกโมเดล “X-Road”

​             ประเทศไทยมีความพยายามในการผลักดัน e-Government มาอย่างยาวนานตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ปัญหาหลักที่พบคือ “ภาวะไซโล” (Silo Mentality) ต่างคนต่างทำ ข้อมูลกระจัดกระจาย และข้อกฎหมายที่ยังยึดติดกับเอกสารกระดาษ ส่งผลให้ประชาชนยังต้องสำเนาบัตรประชาชน และเกิดช่องโหว่ในการทุจริต

​              เอสโตเนียแก้ปัญหานี้ด้วย “X-Road” ซึ่งไม่ใช่การสร้างถังข้อมูลยักษ์เก็บไว้ที่เดียว แต่เป็นการสร้าง “ถนน” หรือท่อส่งข้อมูลที่ปลอดภัย เชื่อมโยงฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน โดยมีกุญแจสำคัญคือ Digital ID และกฎหมาย “Once-Only Principle” (รัฐขอข้อมูลประชาชนได้แค่ครั้งเดียว)

               X-Road: โครงสร้างที่ทำให้รัฐไม่ต้องรวมศูนย์ แต่เชื่อมกันได้  เมื่อคนพร้อม เอสโตเนียจึงหันมาปรับรัฐ แทนที่จะสร้างฐานข้อมูลกลางขนาดมหึมา เอสโตเนียเลือกสร้าง “ถนน” ที่เชื่อมข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่า X-Road

              – หน่วยงานยังถือข้อมูลของตัวเอง
              – รัฐเป็นเพียงผู้กำหนดมาตรฐานและความปลอดภัย
              – การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้โดยไม่ละเมิดอำนาจหน่วยงาน

              ผลลัพธ์ คือ

              – ลดแรงต้านจากระบบราชการ
              – เพิ่มความเร็วในการบริการ
              – และสำคัญที่สุด: ทุกการเข้าถึงข้อมูลมีร่องรอยตรวจสอบได้

              สำหรับ หลัก Once-Only: ดาบปราบราชการเชิงระบบ  หนึ่งในกฎหมายที่ทรงพลังที่สุดของเอสโตเนียคือรัฐไม่มีสิทธิขอข้อมูลประชาชนซ้ำ ประชาชนให้ข้อมูลรัฐ “ครั้งเดียว” หน่วยงานอื่นต้องไปขอจากระบบเอง ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ถ้ากฎหมายนี้ใช้ได้จริงในไทย คอร์รัปชันจะหายไปกี่เปอร์เซ็นต์?  เพราะการขอเอกสารซ้ำ คือประตูของการเรียกรับผลประโยชน์ คือพื้นที่ของความล่าช้าโดยตั้งใจ และคืออำนาจต่อรองของเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม

              ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: เงิน เวลา และความโปร่งใส  เอสโตเนียประเมินว่าการทำบริการรัฐเป็นดิจิทัลช่วยประหยัดงบประมาณราว 2% ของ GDP ต่อปี จาก GDP ราว 43,000 ล้านดอลลาร์ รัฐประหยัดได้กว่า 26,000 ล้านบาทต่อปี  แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือ เวลาของประชาชน ต้นทุนของภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นต่อรัฐ  แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไร?

              คำตอบคือ ต้องหยุดคิดว่ารัฐดิจิทัลเป็นโครงการของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

              รัฐดิจิทัลต้องเป็น…
               – วาระแห่งชาติ
               – มีกรอบเวลา 10 ปี
               – และมีกฎหมายคุ้มครองไม่ให้ถอยหลัง

              หากไทยใช้เอสโตเนียเป็นกรณีศึกษา กรอบเวลาเชิงยุทธศาสตร์ ควรจะเป็น…

              ระยะที่ 1: ปฏิรูป “ความคิด” ก่อนเทคโนโลยี (1–2 ปี)

              (1) รัฐต้องเลิกคิดว่ารัฐดิจิทัลคือแอปหรือเว็บไซต์ รัฐดิจิทัลคือ “การลดอำนาจดุลพินิจที่ไม่จำเป็น” และ “การทำให้ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้”

              (2) บรรจุ Digital Literacy เป็นวาระแห่งชาติจริงจัง  

              – ไม่ใช่แค่สอนใช้โปรแกรม
              – แต่สอนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิพลเมืองดิจิทัล การตรวจสอบรัฐ
              – ใช้โรงเรียน อสม. อปท. และระบบการศึกษานอกโรงเรียนควบคู่กัน

              บทเรียนจากเอสโตเนียคือ “คนพร้อมก่อน ระบบถึงจะเดิน”

              ระยะที่ 2: สร้างโครงสร้างรัฐดิจิทัลแบบไทย (3–5 ปี)

              (1) สร้าง “ทางเชื่อมข้อมูลภาครัฐ” แบบ X-Road เวอร์ชันไทย  
              – ไม่ต้องรวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมด
              – แต่สร้างมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลเดียวกัน
              – หน่วยงานยังถือข้อมูลเอง แต่ต้องเชื่อมได้

              (2) Digital ID ที่เป็นมากกว่าบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์
              – ใช้ยืนยันตัวตน
              – ใช้เซ็นเอกสาร
              – ใช้ติดตามว่า “ใครเข้าถึงข้อมูลเรา เมื่อไร”

              (3) บังคับใช้หลัก Once-Only อย่างจริงจัง  หากรัฐเป็นฝ่ายขอข้อมูลซ้ำ = ถือว่ารัฐผิด ไม่ใช่ประชาชนผิด

               ระยะที่ 3: ใช้รัฐดิจิทัลเป็นเครื่องมือปราบคอร์รัปชัน (6–10 ปี) นี่คือจุดที่รัฐดิจิทัล “กระทบโครงสร้างอำนาจ” มากที่สุด
               – ทุกขั้นตอนมี Log
               – ทุกการอนุมัติมีรอยดิจิทัล
               – การใช้ดุลพินิจต้องอธิบายได้
               – ลดการพบปะ “หลังโต๊ะ” โดยไม่จำเป็น

              คอร์รัปชันไม่ได้หายเพราะคนดีขึ้น  แต่หายเพราะ “โกงยากขึ้น” (ใช้ระบบกำกับดูแล)

              @ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากรัฐดิจิทัลของไทย@

              [1] ด้านคอร์รัปชัน
                – ลดการเรียกรับผลประโยชน์
                – เพิ่มความโปร่งใสแบบเรียลไทม์
                – ตรวจสอบย้อนหลังได้

               [2] ด้านประสิทธิภาพรัฐ
                 – บริการเร็วขึ้น
                 – ลดภาระข้าราชการ
                 – ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน

              [3] ด้านงบประมาณ
                 – ลดต้นทุนเอกสาร บุคลากร เวลา
                 – หากประหยัดได้เพียง 1–2% ของ GDP แบบเอสโตเนีย ประเทศไทยจะประหยัดได้ “หลักแสนล้านบาทต่อปี”

              [4] ด้านการศึกษา
                – เข้าถึงบริการการศึกษาเท่าเทียม
                – ใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบนโยบายเฉพาะพื้นที่
                – ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

              [5] ด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง
                 – การเลือกตั้งและประชามติในอนาคตโปร่งใสขึ้น
                 – ตรวจสอบได้
                 – ลดข้อครหาการทุจริตเชิงระบบ

               บทสรุป

               ความสำเร็จของเอสโตเนียเริ่มต้นจาก “ความกล้า” ของผู้นำวัยหนุ่ม (Mart Laar) ที่กล้าทิ้งระบบเก่าและไม่ประนีประนอมกับความล้าหลัง สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา เรามีแอปฯ เป๋าตัง แอปอื่นๆ เรามีระบบ PromptPay ที่ดีระดับโลก สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) ที่แน่วแน่

​             พรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องกล้าที่จะ “ทุบ” กำแพงระหว่างหน่วยงาน และ “รื้อ” กฎหมายที่เป็นอุปสรรค ภายในกรอบเวลา 10 ปี หากทำได้อย่างจริงจังประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ตามหลังโลก แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านรัฐดิจิทัลแห่งอาเซียนได้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้น แต่คือคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคนที่ได้รับบริการจากรัฐอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส

              “รัฐดิจิทัลที่แท้จริง ไม่ใช่รัฐที่ทันสมัยที่สุด  แต่คือรัฐที่ โกงยากที่สุด”

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน