เมื่อวิชาสร้าง”พลเมือง”ปะทะโลกความจริง “ตัวอย่างที่ดี-ระบบตรวจสอบ” และการปลูกฝังความจงรักภักดีอย่างยั่งยืน /โดย ดร.Force

1977469

    การหวนคืนของแบบเรียน ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของสังคม การที่กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดรื้อฟื้นวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประวัติศาสตร์ กลับเข้าสู่หลักสูตรภาคบังคับ นับเป็นความพยายามที่เข้าใจได้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้เยาวชน ทว่าในมุมมองเชิงวิเคราะห์ นโยบายนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายระดับโครงสร้าง

               คำถามสำคัญ คือ แบบเรียนในหน้ากระดาษจะต้านทานพฤติกรรมฉ้อฉลของผู้มีอำนาจในชีวิตจริงได้อย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราจะใช้เครื่องมือทางการศึกษาเหล่านี้อย่างไร เพื่อปลูกฝังความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติให้หยั่งรากลึกในใจเยาวชนยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

               การสร้างความจงรักภักดี: จากการท่องจำ สู่ “ความตระหนักรู้เชิงประจักษ์” โจทย์ใหญ่ของการศึกษายุคปัจจุบัน คือการทำให้เยาวชนมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ

               ข้อเท็จจริงคือ ความจงรักภักดีที่ยั่งยืนไม่อาจสร้างได้ด้วยการบังคับท่องจำหรือการสอนแบบยัดเยียด (Indoctrination) ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง การจะหล่อหลอมจิตสำนึกนี้ต้องเปลี่ยนผ่านจากการบอกให้รัก มาเป็น “การสร้างความเข้าใจอย่างมีพลวัต” (Rational Loyalty)

               วิชาประวัติศาสตร์ต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่จดจำเหตุการณ์ แต่ต้องชี้ให้เยาวชนเห็นถึง “คุณูปการที่จับต้องได้” ตัวอย่างเช่น การถอดบทเรียนการดำเนินวิเทโศบายและการเดินหมากทางภูมิรัฐศาสตร์ของบูรพกษัตริย์ในยุคล่าอาณานิคมที่รักษาเอกราชของชาติไว้ได้ หรือการวางรากฐานความทันสมัยและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เมื่อเยาวชนได้คิดวิเคราะห์และเห็นถึงสายใยแห่งความเสียสละและการทรงงานหนักที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน ความเคารพรักและภักดีจะก่อตัวขึ้นจากแก่นแท้ของความซาบซึ้งใจ ไม่ใช่เพียงเพราะถูกกรอบของหลักสูตรกำหนดไว้
(จำเป็นต้องอบรมครูอาจารย์รุ่นใหม่ด้วยในการสอนวิชาเหล่านี้)

               “หลักสูตรแฝง” (Hidden Curriculum): เมื่อผู้ใหญ่คือกระจกสะท้อนที่ทรงอิทธิพลที่สุด แม้เราจะมีตำราประวัติศาสตร์หรือศีลธรรมที่เขียนไว้อย่างสมบูรณ์แบบเพียงใด แต่สัจธรรมที่ว่า “ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน” ยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด สิ่งที่หล่อหลอมพฤติกรรมเยาวชนอย่างแท้จริงคือภาพเหตุการณ์จริงที่พวกเขาซึมซับจากสังคม

                    – สภาวะย้อนแย้งทางความคิด (Cognitive Dissonance): เยาวชนถูกสอนในตำราให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ แต่เมื่อมองออกไปนอกห้องเรียน พวกเขากลับเห็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับได้รับการยกย่องและลอยนวลพ้นผิด

                   – ผลลัพธ์ที่ปฏิเสธไม่ได้: ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง คือภาพสะท้อนว่าตำราเรียนไม่อาจยับยั้งความเสื่อมถอยทางจริยธรรมได้ เมื่อเด็กเห็นว่า “การทำผิดกติกาแล้วได้ดีมีอยู่จริง” พวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะลอกเลียนแบบ “คนสำเร็จที่ทุจริต” มากกว่า “คนดีในอุดมคติ”

               ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล: จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของการสร้างชาติ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างพลเมืองคุณภาพ ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่วิชาศีลธรรมเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาใช้ “พลานุภาพของการจัดโครงสร้าง” โดยมีหัวใจหลักคือ การสร้างระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง (Robust Accountability System)

                   – เพิ่มต้นทุนของการทุจริต: ระบบที่ดีต้องทำให้การคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ “ทำได้ยาก” และ “มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก” หากถูกจับได้

                   – ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย (Rule of Law): กฎหมายต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าไม่มีใครอยู่เหนือกติกา สังคมที่มีความยุติธรรมเชิงประจักษ์ จะเป็นปุ๋ยชั้นดีที่บ่มเพาะให้เยาวชนอยากเป็นพลเมืองที่เคารพกฎกติกา

                บทสรุป

                การนำวิชาหน้าที่พลเมืองและประวัติศาสตร์กลับสู่ห้องเรียน เป็นเพียงปฐมบทของการสร้างรากฐานทางความคิด รัฐบาลและสังคมต้องตระหนักว่า ตำราเรียนไม่สามารถซ่อมแซมโครงสร้างสังคมที่ชำรุดได้ด้วยตัวมันเอง การจะสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างมั่นคง จำเป็นต้องบูรณาการ 3 เสาหลักเข้าด้วยกัน คือ…
              1) การศึกษาประวัติศาสตร์ที่เน้นการวิเคราะห์เชิงประจักษ์
              2) ผู้นำที่ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะว่า “ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน”
              3) ระบบการตรวจสอบที่เด็ดขาดและโปร่งใส

              หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้ การรื้อฟื้นวิชาในตำราก็อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่สูญเปล่าในโลกความจริงครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน