Delta Force และแผนการของสหรัฐอเมริกาต่อเวเนซุเอลา มิได้เป็นเพียงเรื่องของปฏิบัติการทหารลับหรือข่าวความมั่นคงเฉพาะหน้า หากแต่สะท้อน “การกลับมาของความคิดเชิงจักรวรรดินิยมแบบอเมริกัน” ในซีกโลกตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้บริบทการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจ และความพยายามรักษาอิทธิพลของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา
#DeltaForce: เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของอำนาจสหรัฐฯ
Delta Force หรือ 1st Special Forces Operational Detachment–Delta (1st SFOD-D) คือหน่วยรบพิเศษชั้นนำของกองทัพบกสหรัฐ ก่อตั้งปี 1977 โดยพันเอก Charles Beckwith เพื่อรับมือภัยคุกคามก่อการร้ายและภารกิจลับสุดยอด เน้นการฝึกหนักและเลือกคนเก่งจากหน่วย Green Berets ประวัติศาสตร์เริ่มจากล้มเหลวใน Operation Eagle Claw ปี 1980 ที่ช่วยตัวประกันอิหร่าน
ภายหลังสหรัฐฯ ประสบความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตตัวประกันและการก่อการร้ายในระดับนานาชาติ หน่วยนี้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่ “รัฐไม่ต้องการปรากฏตัว” (deniable operations) ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือตัวประกัน การจับกุมหรือสังหารเป้าหมายสำคัญ การแทรกซึมลึกในดินแดนศัตรู และปฏิบัติการลับข้ามพรมแดน แต่ประสบความสำเร็จใน Operation Urgent Fury (เกรนาดา 1983), Just Cause (ปานามา 1989 จับ Noriega), จับ Saddam Hussein (2003) และต่อต้านก่อการร้ายอัฟกานิสถาน ในปฏิบัติการ Absolute Resolve ปี 2026 Delta Force นำทีมบุกจับมาดูโร (Maduro) และภรรยา
ในเชิงยุทธศาสตร์ Delta Force ไม่ใช่เพียงหน่วยรบ แต่เป็น “เครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ” ที่ทำให้สหรัฐฯ สามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ การกล่าวถึงบทบาทของ Delta Force ในกรณีเวเนซุเอลาจึงสะท้อนว่า สหรัฐฯ มองปัญหานี้เป็น “ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าปัญหาการเมืองภายในประเทศหนึ่งประเทศใด
#เวเนซุเอลาในสายตาสหรัฐฯ: มากกว่าประเทศที่ล้มเหลว
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานขนาดมหาศาล แต่กลับเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมมาอย่างยาวนาน ภายใต้รัฐบาลของนิโคลัส มาดูโร สหรัฐฯ มองเวเนซุเอลาในสามมิติหลัก ได้แก่
1. ภัยคุกคามต่อเสถียรภาพภูมิภาค จากการล่มสลายของรัฐ (state failure)
2. ฐานอิทธิพลของมหาอำนาจคู่แข่ง โดยเฉพาะจีน รัสเซีย และอิหร่าน
3. จุดเชื่อมโยงของอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การฟอกเงิน และกลุ่มติดอาวุธ
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่เพียงการ “#เปลี่ยนผู้นำ” แต่เป็น #การรื้อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ ของประเทศนี้ใหม่ทั้งหมด
#แผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลา: จากการกดดันสู่การลงมือ
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมสามารถมองแผนปฏิบัติการของสหรัฐฯ เป็นลำดับขั้นได้ดังนี้
ขั้นแรก: การกดดันทางเศรษฐกิจและการทูต ผ่านการคว่ำบาตร การโดดเดี่ยวทางการเมือง และการสร้างภาพลักษณ์ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร
ขั้นที่สอง: การทำลายความชอบธรรมภายใน โดยสนับสนุนฝ่ายค้าน การสร้างแรงกดดันจากภายใน และการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชน
ขั้นที่สาม: ปฏิบัติการลับและการใช้หน่วยข่าวกรอง CIA มีบทบาทสำคัญ มีการส่งสายลับเข้าไปเก็บข้อมูลล่วงหน้าเป็นปีเพื่อวางแผนทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้าและการสื่อสาร เพื่อให้กองทัพเวเนซุเอลาเป็นอัมพาตก่อนการบุก
ขั้นที่สี่: การจู่โจมฉับไว ใช้หน่วย Delta Force เข้าปฏิบัติการในเมืองหลวงอย่างรวดเร็วเพื่อจับตัวผู้นำ (นิโคลัส มาดูโร) โดยใช้เครื่องบินรบที่ทันสมัยอย่าง F-35 ทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
แนวทางนี้สะท้อน “#สงครามแบบลูกผสม” (Hybrid Warfare) ที่ผสมผสานการเมือง เศรษฐกิจ ข่าวสาร และกำลังทหารเข้าไว้ด้วยกัน
#หลักการมอนโร: อดีตที่กำลังหวนคืน
หนึ่งในประเด็นสำคัญหากมีคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังนำหลักการมอนโรกกลับมาใช้อีกหรือไม่?
คำตอบเชิงวิเคราะห์คือ “ใช่” แต่เป็น “มอนโรในเวอร์ชั่นศตวรรษที่ 21”
หลักการมอนโรดั้งเดิม (ค.ศ.1823) ระบุว่า ซีกโลกตะวันตกไม่ควรถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจภายนอก ปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกตีความใหม่เป็น
“ละตินอเมริกาไม่ควรเป็นพื้นที่อิทธิพลของจีน รัสเซีย หรือมหาอำนาจอื่นใด นอกจากสหรัฐอเมริกา”
กรณีเวเนซุเอลา จึงเป็น สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ ว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้ทั้งอำนาจแข็ง (Hard Power) และอำนาจอ่อน (Soft Power) เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของพื้นที่อิทธิพลของตน
#สิ่งที่ผมคาดการณ์ต่อจากนี้ ในระยะต่อๆไป มีความเป็นไปได้สูงว่า…
1. สหรัฐฯ จะเพิ่มบทบาทเชิงความมั่นคงในละตินอเมริกา มากขึ้น
2. การปฏิบัติการลับและการแทรกแซงทางอ้อมจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่”
3. ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้จะทวีความชัดเจน
4. ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กในซีกโลกตะวันตกจะต้องเผชิญแรงกดดันในการ “เลือกข้าง” มากยิ่งขึ้น
#บทสรุป
เรื่องราวของ Delta Force และเวเนซุเอลา ไม่ใช่เพียงข่าวการทหาร แต่คือภาพสะท้อนของ “การเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์โลก” สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า พร้อมกลับมาใช้อำนาจเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนในซีกโลกตะวันตกอีกครั้ง ภายใต้ชื่อใหม่ วิธีการใหม่ แต่ด้วยตรรกะเดิมของมหาอำนาจ
เวเนซุเอลาในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภูมิรัฐศาสตร์บทใหม่ในละตินอเมริกา และคาดว่าสหรัฐฯ จะไม่หยุดเพียงแค่นี้…
เป้าหมายต่อไปคือ “ปานามา”: เนื่องจากปานามามีช่องแคบสำคัญและปัจจุบันจีนเข้าไปมีอิทธิพลในธุรกิจท่าเรือมาก สหรัฐฯ จึงต้องการเข้าไป “เอาของเดิมคืนมา”
เป้าหมายระยะไกลคือ “กรีนแลนด์”: เพื่อครอบครองแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI เพื่อลดการพึ่งพาจากจีน
ภาวะ World Disorder: โลกจะเข้าสู่ภาวะปั่นป่วน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายต่อไปของสหรัฐฯ คือใคร ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้นกับจีนและรัสเซียในที่สุด
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ โดยผู้ลงข่าว พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าพบ ศรชล. รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมนำไปเทียบกับคำให้การบริษัทเรือ
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) และการแปรสภาพภูมิยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งแห่งชาติ ในยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ /โดย Dr.Force
ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการกระจายความเสี่ยง (De-risking Hub) ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก /โดย: ดร.Force
การปรับกระบวนทัศน์ในการระงับข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา : จากการยกเลิก MOU 44 สู่การเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS 1982 /โดย: Dr.Force
ข่าวดีสวนกระแส!!! ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ เที่ยวสยามอะเมซิ่งพาร์ค ฟรี! 9-13 พ.ค. 2569 สนุกไม่อั้น สวนน้ำ สวนสนุกทั้งวัน
ผู้เสียหายร้องเรียน ดีเอสไอ เพื่อรับคดี “แอ็คมี่-วรวัฒน์” โกงลงทุนคริปโตฯ สูญเงินพันล้าน เป็นคดีพิเศษ
DSI สนธิกำลัง ตม. จับกุมหญิงสิงคโปร์ เครือข่ายนอมินี ทำธุรกิจเกาะสมุย
DSI จับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้า – พนันออนไลน์ คาสนามบินดอนเมือง