BeiDou เหนือตะวันออกกลาง: ระบบนำทางดาวเทียมจีน กับมิติใหม่ของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล /โดย: ดร.Force

350599 1

     การโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับของอิหร่านต่ออิสราเอลในปี ค.ศ. 2024 ได้จุดประกายคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ก้าวข้ามกรอบความขัดแย้งแบบทวิภาคีดั้งเดิม คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ความแม่นยำของอาวุธอิหร่านที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นผลมาจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของจีนผ่านระบบ BeiDou หรือไม่? แม้จะยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นสาธารณะ แต่เพียงแค่การตั้งคำถามนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงนัยทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสงครามยุคใหม่ ที่ “อำนาจทางอวกาศ” (Space Power) ได้กลายมาเป็นตัวแปรกำหนดขีดความสามารถในการรบ ทั้งในระดับยุทธวิธีและยุทธศาสตร์

              [1] จากสมรภูมิบนพื้นดิน สู่การแข่งขันในห้วงอวกาศ Colin Gray นักยุทธศาสตร์คนสำคัญได้เสนอแนวคิด “ภูมิรัฐศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Geography) ไว้ว่า การครองพื้นที่ในมิติต่างๆ—ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางทะเล ทางอากาศ หรืออวกาศ—ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลในปัจจุบันคือภาพสะท้อนที่ชัดเจน เมื่อปฏิบัติการยิงขีปนาวุธพิสัยกลางและฝูงโดรน (Drone Swarm) จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              ปัจจุบัน ระบบดาวเทียมนำทางโลก (Global Navigation Satellite System: GNSS) คือสายเลือดใหญ่ที่ป้อนข้อมูลพิกัดให้กับอาวุธนำวิถีแทบทุกประเภท การที่โลกเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มีเพียง GPS ของสหรัฐฯ มาสู่ยุคที่มีหลายระบบให้เลือกใช้ ทั้ง GLONASS (รัสเซีย), Galileo (ยุโรป) และ BeiDou (จีน) ส่งผลให้ขีดความสามารถของรัฐใดรัฐหนึ่งในการ “ตัดสัญญาณ” (GNSS Denial) เพื่อสกัดกั้นคู่ต่อสู้ มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

              [2] BeiDou กับสมรรถนะทางทหารของอิหร่าน: ข้อเท็จจริงและข้อสันนิษฐาน ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou ของจีน เปิดให้บริการครอบคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2020 ด้วยกลุ่มดาวเทียมกว่า 35 ดวง โดยให้ความแม่นยำระดับ 1.5–3 เมตรสำหรับพลเรือน และมีความแม่นยำสูงกว่านั้นสำหรับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม

                เมื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะใช้ประโยชน์จาก BeiDou จำเป็นต้องแยกพิจารณาออกเป็น 3 ระดับ เพื่อป้องกันการวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อนหรือขยายผลภัยคุกคามเกินจริง

                ☆ ระดับที่ 1 – การใช้งานสัญญาณแบบเปิด (Open Service): สัญญาณ BeiDou เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วโลกเข้าถึงได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่นเดียวกับ GPS ภาคพลเรือน การที่อิหร่านหรือกองกำลังตัวแทน (Proxy) จะรับสัญญาณนี้ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลจีนแต่อย่างใด

                ☆ ระดับที่ 2 – การบูรณาการเข้ากับระบบอาวุธ (System Integration): การใช้ BeiDou เป็นระบบนำทางหลักของขีปนาวุธ ต้องอาศัยชิปเซ็ตรับสัญญาณและซอฟต์แวร์ที่รองรับ ซึ่งอาจได้มาจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจัดหาชิปเซ็ตเชิงพาณิชย์ผ่านช่องทางที่หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

                ☆ ระดับที่ 3 – การสนับสนุนเชิงปฏิบัติการโดยตรง (Direct Tactical Support): ระดับนี้พิสูจน์ได้ยากที่สุด และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า จีนได้ส่งมอบข้อมูลดาวเทียมระดับยุทธการเพื่อสนับสนุนอิหร่านในการโจมตีอิสราเอลโดยตรง

               [3] นัยทางยุทธศาสตร์ของ “ระบบนิเวศ GNSS แบบหลายขั้วอำนาจ” สิ่งที่สร้างผลกระทบระยะยาวมากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ BeiDou ในภารกิจใดภารกิจหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสภาพแวดล้อมทางอวกาศโดยรวม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก

                   – การเสื่อมถอยของอำนาจในการตัดสัญญาณ (Denial Power Erosion): ในอดีต สหรัฐฯ สามารถรบกวนสัญญาณ GPS เพื่อสร้างอุปสรรคต่อศัตรูได้ แต่เมื่ออาวุธรุ่นใหม่ของอิหร่าน (เช่น ขีปนาวุธตระกูล Fateh และ Zolfaghar) ถูกออกแบบมาให้รองรับ Multi-GNSS การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ของชาติตะวันตกจึงทำได้ยากขึ้น

                   – ผลกระทบต่อทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Implications): เมื่อต้นทุนในการเข้าถึงระบบนำทางที่แม่นยำลดลง ขีดจำกัดในการตัดสินใจใช้อาวุธโจมตี (Attack Threshold) ของประเทศอย่างอิหร่านก็ต่ำลงตามไปด้วย ทำให้ชาติตะวันตกสูญเสียอำนาจต่อรองในการป้องปราม

                   – การพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์ที่ซ่อนเร้น (Covert Strategic Dependency): หากอิหร่านพึ่งพา BeiDou อย่างเต็มรูปแบบ ในทางทฤษฎี จีนจะมีอำนาจแฝง (Soft Leverage) ในการ “ปิดสวิตช์” ความแม่นยำของอาวุธอิหร่านได้ทันที นี่คือรูปแบบการสร้างอิทธิพลผ่านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ โดยไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมายระหว่างประเทศ

               [4] ช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศ ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่อง ระเบียบระหว่างประเทศที่อิงกฎเกณฑ์ (Rule-Based International Order) ในมิติอวกาศ สนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 (Outer Space Treaty) ห้ามเพียงการติดตั้งอาวุธทำลายล้างสูงในวงโคจร แต่ไม่ได้ห้ามการใช้ดาวเทียมสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารบนพื้นดิน

              ปัจจุบัน ยังไม่มีบรรทัดฐานทางกฎหมายใดที่ห้ามไม่ให้รัฐหนึ่งให้บริการดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งทราบดีว่าอาจถูกนำไปใช้ทางการทหารโดยอีกรัฐหนึ่ง (ปัญหาที่สหรัฐฯ เองก็เคยเผชิญกับ GPS) ในระยะสั้น ประชาคมโลกจึงทำได้เพียงกดดันทางการทูต ควบคุมการส่งออกชิปเซ็ต และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านการรบกวนสัญญาณ (Anti-Spoofing/Anti-Jamming)

              [5] นัยต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับภูมิภาค ปรากฏการณ์นี้ส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการต่อผู้กำหนดนโยบาย
                 ☆ ประการแรก: การประเมินภัยคุกคามต้องมองข้ามความขัดแย้ง “อิหร่าน-อิสราเอล” ไปสู่การมองภาพใหญ่ของ “ระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของแกนนำต่อต้าน (Axis of Resistance)” ที่มีความเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ระหว่าง อิหร่าน รัสเซีย และจีน

                ☆ ประการที่สอง: อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตกต้องยกระดับขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ให้ครอบคลุมการรบกวนสัญญาณดาวเทียมทุกระบบ (Multi-GNSS) ไม่ใช่เพียงแค่ GPS อีกต่อไป

                ☆ ประการที่สาม: ในระยะยาว การแข่งขันในอวกาศจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดดุลอำนาจทางทหารในตะวันออกกลาง เฉกเช่นเดียวกับที่การครองทะเล (Sea Control) เคยเป็นเครื่องชี้วัดมหาอำนาจในศตวรรษที่ 19-20 การครองวงโคจร (Orbital Control) ก็คือเครื่องชี้วัดอำนาจในศตวรรษที่ 21

              บทสรุป: ดาวเทียมในฐานะ “ตัวคูณอำนาจ” ในสงครามอสมมาตร

              ​ไม่ว่าอิหร่านจะได้รับการสนับสนุนด้าน BeiDou จากจีนโดยตรงหรือไม่ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การก่อกำเนิดของระบบ GNSS แบบหลายขั้วอำนาจ ได้เปลี่ยนโครงสร้างของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ไปอย่างถาวร รัฐขนาดกลางที่ถูกคว่ำบาตรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่เคยผูกขาดอยู่กับชาติมหาอำนาจได้

​              สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงความท้าทายทางเทคนิค แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนต่อรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศ หากต้องการให้ระเบียบที่อิงกฎเกณฑ์ยังคงศักดิ์สิทธิ์ในยุคสงครามอวกาศ การเร่งพัฒนากรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่อุดช่องโหว่เรื่องการใช้ดาวเทียมสนับสนุนการรบ ย่อมเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่ความคลุมเครือนี้จะถูกใช้เป็นอาวุธอย่างเป็นระบบในความขัดแย้งครั้งต่อไป

350601 1

              ​บททิ้งท้าย: ข้อฉุกคิดทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย

​              จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ข้อต่อสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายความมั่นคงของไทยไม่อาจมองข้ามได้ คือ “ความเปราะบางจากการพึ่งพาระบบนำทางเพียงขั้วเดียว” ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานทางยุทธวิธีและยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของกองทัพไทย ล้วนผูกติดอยู่กับเครือข่ายดาวเทียมของค่ายตะวันตกอย่าง GPS เป็นหลัก

​              โจทย์ใหญ่แห่งอนาคตที่ต้องนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง คือ หากในวันข้างหน้าเกิดข้อพิพาททางทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีมหาอำนาจขั้วตรงข้ามคอยหนุนหลัง ประเทศไทยย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูก “ปิดสวิตช์” หรือถูกปฏิเสธการเข้าถึงสัญญาณ (Signal Denial) ในพื้นที่ขัดแย้ง

​              เมื่อสมรภูมิยุคใหม่ถูกตัดสินด้วยความแม่นยำทางพิกัด การฝากความมั่นคงของชาติไว้กับสวิตช์เปิด-ปิดในมือมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว จึงเป็นจุดบอดทางยุทธศาสตร์ที่อันตราย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กองทัพไทยจะต้องทบทวนหลักนิยมและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอวกาศ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการบูรณาการระบบนำทางแบบหลายขั้ว (Multi-GNSS) ทั้งนี้ก็เพื่อรับประกันความเป็นอิสระ ยกระดับขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และรักษาอำนาจอธิปไตยในการป้องกันประเทศอย่างแท้จริง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน