เหตุการณ์วันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” ของประวัติศาสตร์โลกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การที่สหรัฐฯ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเข้าจับกุมผู้นำประเทศอธิปไตยเป็นการตอกย้ำว่าระเบียบโลกที่ยึดถือ “กฎหมาย” (Rule-based) ได้พังทลายลง และถูกแทนที่ด้วย “ความจริงเชิงอำนาจ” (Power-based Reality) อย่างสมบูรณ์
แล้วประเทศมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่งกับสหรัฐ จะตอบโต้หรือดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะ ประเทศจีนและพันธมิตรของจีน
ผมขอวิเคราะห์แนวทางการตอบโต้จากจีนและพันธมิตร รวมถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะตามมา ดังนี้ครับ
1. การตอบโต้จากจีนและกลุ่มพันธมิตร (The Response)
จีน รัสเซีย และกลุ่มประเทศ Global South จะไม่ตอบโต้ด้วยการประกาศสงครามโดยตรงกับสหรัฐฯ ทันที แต่จะใช้ยุทธศาสตร์ “Asymmetric Counter-measure” หรือการตอบโต้แบบไม่สมมาตร เพื่อบั่นทอนความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ในระยะยาว อาทิเช่น
1.1 การเร่งกระบวนการ De-dollarization นี่คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด จีนและกลุ่ม BRICS จะใช้เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานว่า “#ดอลลาร์คือเครื่องมือของเพชฌฆาต” และจะเร่งเลิกใช้เงินดอลลาร์ในการค้าขายน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์โดยสิ้นเชิง เพื่อทำลายฐานรากทางการเงินที่สหรัฐฯ ใช้หล่อเลี้ยงกองทัพ
1.2 การสร้างระเบียบความมั่นคงทางเลือก จีนจะผลักดันให้ SCO (Shanghai Cooperation Organisation) และกลุ่มพันธมิตรใหม่ๆ สร้างกลไกคุ้มครองผู้นำและอธิปไตยของรัฐสมาชิก โดยอ้างว่า “#ไม่มีใครปลอดภัยหากอยู่นอกร่มเงาของระบบที่เราสร้างขึ้นเอง”
1.3 การตอบโต้ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จีนอาจใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) หรือเทคโนโลยีสำคัญเพื่อกดดันภาคอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์และปฏิบัติการ
2. ผลกระทบลูกโซ่ที่จะตามมา (The Aftermath) เมื่อ “กฎของป่า” ถูกนำมาใช้อย่างเปิดเผยโดยผู้ตั้งกฎเดิม ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ
2.1 ภาวะนิวเคลียร์แพร่กระจาย (Nuclear Proliferation) ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วโลกจะสรุปบทเรียนเดียวกันว่า “#ทางเดียวที่จะรอดจากการถูกจับกุมหรือเปลี่ยนระบอบคือการมีอาวุธนิวเคลียร์” โลกจะเข้าสู่ยุคที่การสะสมอาวุธรุนแรงกว่ายุคสงครามเย็น
2.2 การล่มสลายของความศักดิ์สิทธิ์ใน UN องค์การสหประชาชาติจะกลายเป็นเพียง “พิพิธภัณฑ์ทางความคิด” เพราะไม่สามารถคุ้มครองอธิปไตยของสมาชิกได้อีกต่อไป ความขัดแย้งในพื้นที่อื่นๆ (เช่น ทะเลจีนใต้, ยุโรปตะวันออก) จะถูกแก้ไขด้วยกำลังทหารโดยไม่ง้อข้อมติ UNSC
2.3 ยุคสมัยของ “รัฐป้อมปราการ” (Fortress States) แต่ละประเทศจะหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายใน การปิดกั้นข้อมูล และการเฝ้าระวังแทรกแซงจากภายนอกอย่างเข้มงวด ส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์แบบเสรีหยุดชะงักลง
2.4 สงครามตัวแทน (Proxy Wars) ที่ถี่ขึ้น เมื่อสหรัฐฯ กล้าบุกหัวเมืองสำคัญในอเมริกาใต้ พันธมิตรฝ่ายตรงข้ามก็จะสนับสนุนการก่อความไม่สงบหรือสงครามตัวแทนในเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ เพื่อเป็นการดึงทรัพยากรและสมาธิของสหรัฐฯ ให้กระจัดกระจาย
#บทวิเคราะห์สรุป
เหตุการณ์นี้คือการ “เปิดกล่องแพนดอร่า” สหรัฐฯ อาจชนะในเชิงยุทธการที่จับตัวมาดูโรได้ แต่กำลังแพ้ในเชิงยุทธศาสตร์โลก เพราะได้ทำลาย “#ความชอบธรรมทางศีลธรรม” (Moral Authority) ที่ตนเองสร้างมาเกือบศตวรรษทิ้งไป
โลกหลังจากนี้คือโลกที่ “#ความเงียบคือความเสี่ยง” และประเทศอย่างไทยจะตกอยู่ในสภาวะที่ต้องอ่านเกมอำนาจให้ขาด เพราะในป่าแห่งนี้ กฎหมายไม่มีผลบังคับใช้กับเสือ มีเพียงเสือด้วยกันเท่านั้นที่จะคานอำนาจกันได้
หลังจากนี้ “การทูตไทย” อาจจะต้องเปลี่ยนจากการอ้างอิงกฎหมายสากล มาเป็นการเน้นสร้าง “#เกราะคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการทหาร” ที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อความอยู่รอดกระมัง!!!
หลักนิยมมอนโร (Monroe Doctrine) คือเข็มทิศนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่มีอายุกว่า 200 ปี (ประกาศครั้งแรกปี 1823) ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า “#อเมริกาเป็นของคนอเมริกัน” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกันไม่ให้มหาอำนาจจากยุโรปเข้ามาขยายอิทธิพลหรือล่าอาณานิคมในทวีปอเมริกา (ทั้งเหนือและใต้) อีก
ในกรณีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมานั้น ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการฟื้นคืนชีพหลักนิยมนี้ในรูปแบบที่ดุดันกว่าเดิม โดยมีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงดังนี้ครับ
1. การถือว่าลาตินอเมริกาเป็น “หลังบ้าน” (Sphere of Influence)
หลักนิยมเดิม = สหรัฐฯ ประกาศว่าการแทรกแซงใดๆ จากมหาอำนาจภายนอกในทวีปอเมริกา ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของสหรัฐฯ
– กรณีเวเนซุเอลา: สหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมในการบุกครั้งนี้เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของ จีนและรัสเซีย ที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจและการทหารในเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการละเมิดเขตอิทธิพลของตนตามหลักนิยมมอนโร
2. บทบาท “ตำรวจสากล” (Roosevelt Corollary)
หลักนิยมเดิม = ในปี 1904 ปธน. ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้ขยายความหลักนิยมมอนโรว่า หากประเทศในละตินอเมริกา “ทำตัวไม่เหมาะสม” หรือ “ไร้สมรรถภาพ” สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าแทรกแซงในฐานะตำรวจสากล
– กรณีเวเนซุเอลา: สหรัฐฯ ยกระดับรัฐบาลมาดูโรให้เป็น “รัฐค้ายาเสพติด” (Narco-State) และอาชญากรข้ามชาติ การใช้กำลังทหารเข้าไปจับกุมประธานาธิบดีจึงถูกนำเสนอในรูปแบบของ “ภารกิจบังคับใช้กฎหมาย” (Law Enforcement) มากกว่าการทำสงครามระหว่างรัฐ
3. การเปลี่ยนตัวผู้นำเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
หลักนิยมเดิม = สหรัฐฯ มีประวัติการใช้กำลังทหารหรือปฏิบัติการลับเปลี่ยนตัวผู้นำในภูมิภาคนี้มาแล้วหลายครั้ง (เช่น ปานามา ปี 1989) เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เป็นมิตรต่อสหรัฐฯ
– กรณีเวเนซุเอลา: การควบคุมตัวมาดูโรและประกาศว่าสหรัฐฯ จะ “ดูแลประเทศชั่วคราว” จนกว่าจะมีผู้นำที่เหมาะสม รวมถึงการเปิดทางให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ กลับเข้าไป แสดงถึงการกลับมาของนโยบายเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) เพื่อคุมทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างน้ำมัน
#บทสรุป
การปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลาในครั้งนี้ คือ การนำหลักนิยมมอนโรมาปัดฝุ่นใหม่ในชื่อที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Don-roe Doctrine” (ล้อชื่อ ปธน. ทรัมป์) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการ “ตั้งรับ” (กันคนอื่นเข้า) มาเป็นแบบ “รุก” (บุกเข้าไปจัดการ) อย่างเต็มตัว โดยไม่สนกติกาสากลของ UN หรืออธิปไตยของรัฐอื่น
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–



เรื่องน่าอ่าน
เช็กรายชื่อ โผนายพลใหญ่ ผบ.ตร. นั่งประธานบอร์ดกลั่นกรอง นัดถก 21 ส.ค.นี้ จับตา ระดับรองผบ.ตร.- ผบก. ว่าง 156 ตำแหน่ง
สธ.หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบความรุนแรงในโรงเรียน เตือน “ข่มขู่ไม่ใช่เรื่องเล่น”
DSI รวบแม่ทีมแชร์แม่มณี ได้เพิ่มอีกรายที่จังหวัดชลบุรี
“นายกฯ สั่งเข้ม! คุมปืน–กระสุนทั่วประเทศ ระงับออกใบ ป.3 ชั่วคราว ตรวจเข้มร้านค้า–สนามยิงปืน ปราบปืนเถื่อน”
DSI บุกจับผู้ต้องหาคดี เครือข่ายปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย คาร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเขตสายไหม
พบแล้ว!!! เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จำนวน 3 นาย ที่หายตัวไปขณะลาดตระเวนตามภารกิจปราบปรามสกัดกลุ่มลักลอบขุดแร่ทองคำ พบติดค้างอยู่ในหมู่บ้านปิล๊อคคี่
ททท. ชวนสัมผัสเส้นทาง “เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม” เชื่อมโยงพระบรมมหาราชวังสู่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม 2569
ดีเอสไอ ร่วมประชุมเครือข่ายเพื่อวางแผนลงพื้นที่ทำภาระกิจเชิงป้องกันในโรงเรียนเขตดอนเมือง