วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force

534797

              บทนำ: การเปลี่ยนผ่านอำนาจในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ ประวัติศาสตร์หลายพันปีของมนุษยชาติ คือบันทึกการเปลี่ยนผ่านของ “รูปแบบอำนาจ” ที่ขับเคลื่อนโลก เมื่อบริบททางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยน ศูนย์กลางของอำนาจก็จะย้ายแกนตามไปด้วย

               – ยุคเกษตรกรรม (Land Power): อำนาจผูกติดอยู่กับ “ดินแดนและทรัพยากร” ผู้ครอบครองพื้นที่เพาะปลูกและกำลังคนคือผู้กำหนดกติกา

               – ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Power): อำนาจย้ายสู่ “เทคโนโลยีการผลิต” ขีดความสามารถในการหลอมเหล็ก ต่อเรือ และผลิตสินค้าจำนวนมาก กลายเป็นมาตรวัดความเป็นมหาอำนาจ

               – ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Financial Power): โลกก้าวเข้าสู่ระบบ Bretton Woods อำนาจถูกรวบรวมไว้ที่ “ระบบการเงิน” ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) สถาปนาตนเองเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลก ผูกขาดการค้าน้ำมัน (Petrodollar) ระบบการโอนเงิน (SWIFT) และเป็นทุนสำรองหลักของทุกประเทศ

               แต่วันนี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งมโหฬาร อำนาจไม่ได้สถิตอยู่ใน “เงินตราวัดมูลค่า” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันกำลังหลอมรวมเข้ากับ “เครือข่าย” ผู้ใดที่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มนุษยชาติยอมรับและใช้งาน ผู้นั้นคือผู้คุมกฎแห่งศตวรรษที่ 21

               1. วิวัฒนาการแห่งความเชื่อถือ: จากทองคำ สู่โค้ดคอมพิวเตอร์ เพื่อทำความเข้าใจสงครามระบบในปัจจุบัน เราต้องเข้าใจรากฐานของ “เงิน” ซึ่งแก่นแท้ของมันคือ “เทคโนโลยีในการบันทึกความเชื่อถือ” (Technology of Trust)

                     ยุคที่ 1: ทองคำและระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) มนุษย์เลือกทองคำเป็นสื่อกลาง เพราะคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่หายาก แบ่งย่อยได้ ไม่เสื่อมสลาย และปลอมแปลงยาก ระบบธนาคารในยุคแรกจึงทำงานโดยอิงหลักการว่า ธนบัตรทุกใบสามารถนำไปแลกเป็นทองคำจริงได้

                     ยุคที่ 2: จุดสิ้นสุดมาตรฐานทองคำ (The Nixon Shock 1971) สหรัฐฯ ประกาศระงับการแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำ โลกจึงเข้าสู่ยุค Fiat Money (เงินกระดาษ) อย่างสมบูรณ์แบบ เงินมีมูลค่าได้ด้วย “กฎหมายและอำนาจรัฐ” แม้ระบบนี้จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด แต่มันก็นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังและวิกฤตหนี้สาธารณะ

                     ยุคที่ 3: อินเทอร์เน็ตแห่งมูลค่า (The Birth of Blockchain) แม้โลกจะมีอินเทอร์เน็ตที่ส่งข้อมูลข้ามโลกได้ในเสี้ยววินาที แต่ “การส่งมูลค่า” ยังคงติดหล่มอยู่กับตัวกลางที่มีต้นทุนสูงและล่าช้า
                             (1) กำเนิด Bitcoin: สกุลเงินดิจิทัลไร้ตัวกลางถือกำเนิดขึ้น เพื่อปฏิวัติระบบการเงินผูกขาด พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถโอนมูลค่าให้กันได้โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ เกิดเป็นแนวคิด “ทองคำดิจิทัล”
                             (2) ยุคของ Smart Contract: เครือข่ายอย่าง Ethereum หรือ Solana ได้ขยายขอบเขตจากแค่เงิน สู่ “คอมพิวเตอร์ของโลก” เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ตัดตัวกลางทางการเงินออกไปอย่างสิ้นเชิง

               2. สงครามขั้วอำนาจการเงิน: อภิปรายยุทธศาสตร์ Stablecoin vs CBDC เมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ รัฐบาลและกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จึงเริ่มเคลื่อนไหว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่คริปโทเคอร์เรนซีมาแทนที่เงินเฟียต แต่คือ “การแปลงร่างของเงินเฟียต ให้อยู่บนระบบบล็อกเชน” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก นำโดย 2 มหาอำนาจที่มีจุดประสงค์ โครงสร้าง และข้อได้เปรียบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

                      (1) สหรัฐอเมริกา: ขยายอิทธิพลผ่านเสรีภาพของภาคเอกชน (Stablecoin) สหรัฐอเมริกาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยปล่อยให้ภาคเอกชนนำหน้านวัตกรรม และให้รัฐเป็นเพียงผู้ตามกำกับดูแล โดยมี Stablecoin (เช่น USDT, USDC) เป็นหัวหอกสำคัญ โครงสร้างของระบบนี้เป็นการผสานเข้ากับ Public Blockchain ที่เปิดกว้าง
                      ยุทธศาสตร์แฝงของสหรัฐฯ คือการส่งออกเงินดอลลาร์ในรูปแบบดิจิทัล เป้าหมายหลักคือการรักษาความเป็นเจ้าแห่งสกุลเงินของโลกและยึดครองพื้นที่ Web3 จุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความรวดเร็วในการสร้างนวัตกรรม การมีฐานผู้ใช้งานที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และการเข้าถึงประชากรในประเทศที่ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนแอได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องกฎระเบียบที่ยังไม่ชัดเจน และความเสี่ยงด้านความโปร่งใสของบริษัทเอกชนผู้ค้ำประกันเหรียญ

                       (2) สาธารณรัฐประชาชนจีน: ขยายอิทธิพลผ่านการรวมศูนย์ของรัฐ (CBDC) ในทางตรงกันข้าม จีนเลือกใช้แนวทางที่ควบคุมโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง (PBOC) อย่างเบ็ดเสร็จผ่าน e-CNY (หยวนดิจิทัล) โครงสร้างนี้ไม่ใช่บล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ที่เปิดกว้าง แต่เป็นระบบปิด (Permissioned) ที่รัฐสามารถออกแบบกติกาได้เองทั้งหมด
                       ยุทธศาสตร์หลักของจีนคือการตัดทอนอำนาจของแพลตฟอร์มการชำระเงินของเอกชนภายในประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ CBDC เป็นเครื่องมือในการค้าระหว่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาระบบ SWIFT ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นอาวุธคว่ำบาตร จุดแข็งของแนวทางนี้คือสภาพคล่องมหาศาล ความน่าเชื่อถือที่ค้ำประกันโดยรัฐโดยตรง และการทำงานที่ไร้รอยต่อภายในประเทศ แต่จีนก็เผชิญความท้าทายใหญ่ในเวทีโลก นั่นคือความกังวลจากนานาชาติเรื่องการสอดแนมข้อมูลส่วนบุคคล และความยากลำบากในการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติยอมรับ

                3. ระเบียบโลกใหม่ (Multipolar Financial System) การใช้ระบบการเงินเป็นอาวุธคว่ำบาตร กลายเป็นตัวเร่งให้หลายประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงในการพึ่งพาดอลลาร์ นำไปสู่ความพยายามสร้างระเบียบการเงินโลกแบบ “หลายขั้ว (Multipolar)”

                        (1) De-dollarization (การลดการพึ่งพาดอลลาร์): ไม่ใช่การทำลายดอลลาร์ให้พังทลายในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการกระจายความเสี่ยง ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาสะสมทองคำแท่งมากขึ้น และเริ่มทำข้อตกลงชำระค่าสินค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

                        (2) การกลับมาของระบบอ้างอิงทองคำยุคดิจิทัล: เกิดแนวคิดที่ว่า CBDC ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อาจเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยี Cross-chain และใช้ “ทองคำดิจิทัล” หรือตะกร้าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการคำนวณมูลค่า เพื่อขจัดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

                        (3) โครงการ mBridge (Multiple CBDC Bridge): นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไทยเข้าร่วมพัฒนา อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์โอนเงินข้ามประเทศด้วย CBDC ได้โดยตรง ตัดตัวกลางที่เป็นธนาคารตัวแทน ลดเวลาและต้นทุนลงอย่างมหาศาล

               4. AI และตัวตนดิจิทัล (Digital Identity): กติกาใหม่แห่งอนาคต หากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินคือ “เส้นเลือด” AI และระบบข้อมูล (Data) ก็คือ “สมอง” ของโลกยุคใหม่ ความท้าทายในทศวรรษหน้าจะย้ายจากการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สิน (Proof of Wealth) ไปสู่การพิสูจน์ตัวตน (Proof of Personhood) เมื่อ AI สามารถสร้าง Deepfake ทั้งเสียงและใบหน้าได้อย่างแนบเนียน วิกฤตความเชื่อใจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะทรงอำนาจที่สุด คือระบบนิเวศของการยืนยันตัวตน เช่น Decentralized Identity (DID) ที่ให้ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลตนเอง หรือเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs ที่อนุญาตให้พิสูจน์สิทธิได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ประเทศหรือแพลตฟอร์มใดที่กุมมาตรฐานเหล่านี้ได้ จะมีอำนาจในการควบคุมการเข้าถึงระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ทั้งหมด

                5. ประเทศไทยในสมการภูมิรัฐศาสตร์การเงิน (The Bridge Nation Strategy) ด้วยขนาดเศรษฐกิจของไทย เราไม่สามารถสร้างระบบเพื่อบีบบังคับให้มหาอำนาจทำตามได้ แต่จุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดคือ “ประเทศสะพานเชื่อม” (Bridge Nation)

                         วิสัยทัศน์ “เงินบาทสามชั้น” (The 3-Tier Baht Architecture) เพื่อรองรับโลกหลายขั้ว โครงสร้างสถาปัตยกรรมเงินบาทอาจถูกออกแบบเป็น 3 ระดับ
                        (1) Fiat Baht (สำหรับเศรษฐกิจฐานราก): ระบบเงินสดและ PromptPay สำหรับเศรษฐกิจภายในประเทศและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
                       (2) Gov-CBDC Baht (สำหรับภาครัฐและนโยบาย): เงินบาทดิจิทัลที่สามารถตั้งเงื่อนไขได้ (Programmable Money) ใช้สำหรับจ่ายสวัสดิการแบบเจาะจง และเพิ่มความโปร่งใสของงบประมาณรัฐ
                       (3) Global-Bridging Baht (สำหรับเศรษฐกิจข้ามพรมแดน): การเชื่อมต่อผ่าน mBridge หรือ Tokenized Deposits เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสลับเปลี่ยนสภาพคล่องระหว่างระบบของมหาอำนาจต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

               #รากฐานความมั่นคง (Security as a Foundation) การเป็น Bridge Nation จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเทศไทยต้องยกระดับความมั่นคงทางไซเบอร์สู่มาตรฐาน Zero Trust ทั้งการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการตรวจสอบความปลอดภัยของ Smart Contract อย่างเข้มงวด

534802

             【บทสรุป: นิยามมหาอำนาจยุคใหม่】ประวัติศาสตร์สอนเราว่า กติกาของโลกไม่เคยหยุดนิ่ง จากที่ดิน สู่โรงงาน จากทองคำ สู่ดอลลาร์ และบัดนี้คือยุคของ Blockchain, CBDC, Stablecoin และ AI
สงครามในศตวรรษที่ 21 กำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบในสายเคเบิลใต้ทะเล ในเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ และในโค้ดคอมพิวเตอร์ มันไม่ใช่สงครามของการทำลายล้างด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คือสงครามแห่งการ “แย่งชิงมาตรฐาน (Standardization)” และ “ความเชื่อใจ (Trust)”

               ผู้ชนะในสมรภูมินี้ อาจไม่ใช่ประเทศที่มีกองทัพที่เกรียงไกรที่สุด หรือมีแท่นพิมพ์เงินที่ใหญ่ที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการส่งต่อมูลค่า พิสูจน์ความจริง และเชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าด้วยกันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือเกมกระดานใหม่ที่ทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเร่งกำหนดตำแหน่งของตนเอง ก่อนที่ระบบและกติกาของโลกใหม่จะถูกเขียนขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน