ถอดรหัสสมการอำนาจ: ทำไมคนไทยถึงไร้สิทธิเสียง และเราจะทวงคืนโครงสร้างที่เป็นธรรมได้อย่างไร?/โดย: ดร.Force

515149

              ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ความหวังที่จะเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงมักถูกจุดประกายขึ้น แต่ไม่นานนัก ความจริงก็มักปรากฏให้เห็นว่า “การเลือกตั้ง” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างที่หยั่งรากลึกได้ คำถามสำคัญที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบคือ ประเทศไทยจะกระจายอำนาจเชิงโครงสร้างให้ประชาชนมีพลังต่อรองอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร?

               หากเรามองผ่านเลนส์ของรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง อำนาจที่แท้จริงในสังคมไม่ได้มาจากคูหาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสมการนี้

               อำนาจ (Power) = [ทุน (Wealth) + กลไกบังคับใช้กฎหมายและกำลัง (Violence) + ความรู้และข้อมูล (Knowledge) + บารมีและเครือข่ายอุปถัมภ์ (Soft Power)]

               วิกฤตของสังคมไทยในปัจจุบันคือ องค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนนี้ถูก “กระจุกตัว” อยู่ในมือของคนเพียง 1% หรือกลุ่มเครือข่ายชนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม การจะทำให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน หรือการกากบาทลงคะแนนทุก 4 ปี แต่คือการ “รื้อและสร้างใหม่” ในทั้ง 4 มิตินี้ไปพร้อมกัน

               1. การกระจายทุน (Wealth): รื้อทุนผูกขาด สู่เศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ รายงานความมั่งคั่งระดับโลกหลายฉบับระบุตรงกันว่า ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆ ของโลก ทุนขนาดใหญ่สามารถครอบงำตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหาร ในขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นเพียงแรงงานรับจ้างหรือผู้ประกอบการรายย่อยที่แบกรับต้นทุนสูง

              แนวทางแก้ไขในบริบทสังคมไทย:
              1) อุดช่องโหว่ภาษีเพื่อลดการกระจุกตัว: ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมรดก ต้องถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ต้องไม่มีข้อยกเว้นหรือช่องโหว่ที่ให้นายทุนนำที่ดินทำเลทองไปปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อเลี่ยงภาษี รายได้จากส่วนนี้ต้องถูกส่งตรงกลับไปพัฒนาท้องถิ่น

               2) ติดอาวุธให้กฎหมายป้องกันการผูกขาด: คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ต้องมีความเป็นอิสระและมีอำนาจตรวจสอบกลุ่มทุนที่ควบรวมกิจการจนเอาเปรียบผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

               3) สร้างอำนาจต่อรองให้คนทำงาน: ปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองทำได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ลูกจ้างมีอำนาจในการเจรจาค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม

               4) ปลดล็อกทุนชุมชน: เปลี่ยนจากการให้รัฐราชการเป็นคนจัดการงบ เป็นการสร้าง “กองทุนชุมชน” ที่ประชาชนบริหารจัดการเองได้ เพื่อเป็นแหล่งทุนให้ SME และธุรกิจท้องถิ่น

               2. การควบคุมอำนาจรัฐและกำลัง (Violence): เปลี่ยนผู้คุมกฎให้เป็นผู้รับใช้ประชาชน คำว่า “Violence” ในที่นี้หมายถึง “อำนาจรัฐเชิงบังคับ” (State Coercion) เช่น กองทัพ ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม และกฎหมาย ปัญหาของไทยคือกลไกเหล่านี้มักถูกใช้เพื่อปกป้องผู้มีอำนาจ และบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือในการจัดการกับประชาชนที่เห็นต่าง

               แนวทางแก้ไขในบริบทสังคมไทย:
               1) ตำรวจต้องยึดโยงกับประชาชน: ยุติระบบการซื้อขายตำแหน่ง ด้วยการกระจายอำนาจตำรวจให้ขึ้นตรงกับคณะกรรมการตรวจสอบระดับท้องถิ่น หรือระดับจังหวัดที่ประชาชนมีส่วนร่วม

               2) กองทัพอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพลเรือน (Civilian Oversight): ปฏิรูประบบงบประมาณความมั่นคงให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส และสร้างความเป็นมืออาชีพเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลไกทางทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง

               3) ยุติการนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือปิดปาก (Anti-SLAPP Law): ต้องมีกฎหมายป้องกันการฟ้องร้องเพื่อปิดปากประชาชน โดยเฉพาะเมื่อประชาชนหรือสื่อมวลชนออกมาเปิดโปงการทุจริตหรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการของรัฐและกลุ่มทุน

               4) กระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงได้: สร้างระบบกองทุนยุติธรรมและการจัดหาทนายความรัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนจนไม่ต้องสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะไม่มีเงินประกันตัว

               3. การกระจายความรู้ (Knowledge): ทลายการผูกขาดความจริงและข้อมูล ความรู้คืออำนาจที่ทรงพลัง หากประชาชนขาดการเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง จะถูกครอบงำด้วยโฆษณาชวนเชื่อ หรือวาทกรรมจากผู้มีอำนาจได้ง่าย ระบบการศึกษาและการจัดการข้อมูลของรัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างเต็มที่

               แนวทางแก้ไขในบริบทสังคมไทย:
               1) รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล (Open Data) อย่างแท้จริง: ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณ และสัมปทานรัฐ ต้องเป็นข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและประมวลผลต่อได้ทันที เพื่อให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินได้

               2) ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education): หลักสูตรต้องมุ่งเน้นการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี (Media & AI Literacy)

               3) สนับสนุนการตรวจสอบภาคประชาชน (Citizen Audit): ภาครัฐต้องมีแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนร่วมรายงานปัญหา ทุจริต หรือติดตามความคืบหน้าโครงการในพื้นที่ของตนเองได้แบบโปร่งใส

               4. การกระจายบารมี (Soft Power): สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถ ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ “บารมี” ในสังคมไทยมักผูกติดอยู่กับนามสกุล ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ (Connection) ระบบนี้สร้างวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ที่ทำให้คนเก่งและคนทำงานจริงไม่มีโอกาสเติบโต หากปราศจากเส้นสาย

               แนวทางแก้ไขในบริบทสังคมไทย:
               1) กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ: ส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ลดการพึ่งพิงอำนาจรวมศูนย์จากส่วนกลาง

               2) ประเมินผลหน่วยงานด้วยเสียงประชาชน (Citizen Report Cards): หน่วยงานราชการต้องถูกประเมินคุณภาพการให้บริการ และเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณตามความพึงพอใจและผลงานที่ประชาชนเป็นคนให้คะแนน

               3) สร้างระบบผู้นำที่อิงตามความสามารถ (Meritocracy): การแต่งตั้งโยกย้ายในระบบราชการและองค์กรสาธารณะ ต้องเปิดเผยเกณฑ์การตัดสินใจ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มคนชายขอบได้มีพื้นที่ในการบริหารงาน

             【ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: การสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอำนาจประชาชน”】 เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยต้องสร้าง People Power Infrastructure หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำยันอำนาจของประชาชนอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย

              1. พลังเศรษฐกิจฐานราก (Economic Power): สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ SME และเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน
              2. พลังทางกฎหมายยุติธรรม (Legal Power): ประชาชนต้องมีศูนย์ร้องเรียนที่พึ่งพาได้จริง และกฎหมายคุ้มครองผู้ชี้เบาะแส (Whistleblower)
              3. พลังทางการเมืองระดับฐานราก (Political Power): คืนอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่น ให้ชุมชนมีสิทธิร่วมกำหนดทิศทางงบประมาณของตนเอง (Participatory Budgeting)
              4. พลังแห่งการตรวจสอบ (Monitoring Power): ใช้เทคโนโลยีสร้างแพลตฟอร์มตรวจสอบรัฐที่โปร่งใสและปลอดภัย
              5. พลังแห่งการกำหนดวาระสังคม (Narrative Power): สร้างพื้นที่สื่อสาธารณะที่เปิดกว้าง ให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย

515150

            【บทสรุปส่งท้าย: ก้าวข้าม “ประชาธิปไตยในคูหา” สู่ “ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง”】

               ประเทศไทยจะก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำและวงจรอุบาทว์ทางการเมืองได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเราเลิกมองว่าอำนาจของประชาชนเริ่มต้นและจบลงที่คูหาเลือกตั้ง เพราะตราบใดที่สมการอำนาจทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ “ทุน (Wealth) – กลไกบังคับของรัฐ (Violence) – ความรู้ (Knowledge) – บารมี (Soft Power)” ยังคงกระจุกตัวและถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มเครือข่ายอุปถัมภ์เพียงหยิบมือ การเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่อาจพลิกโฉมโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยวนี้ได้

               การทวงคืนอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้พลเมือง จึงต้องขับเคลื่อนผ่านการรื้อถอนและสร้างใหม่ใน 4 มิติไปพร้อมกัน

               [1] มิติเศรษฐกิจ: ทลายทุนผูกขาดและกระจายความมั่งคั่ง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กตัวน้อยและชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน

               [2] มิติกลไกรัฐ: ปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

               [3] มิติความรู้: เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและปฏิรูปการศึกษา เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้สังคมรู้เท่าทันและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

               [4] มิติสังคม: ล้างระบบเส้นสายอุปถัมภ์ และสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับความสามารถ ความโปร่งใส และผลงานเชิงประจักษ์ (Meritocracy)

               ท้ายที่สุด ยุทธศาสตร์ที่เป็นทางรอดของสังคมไทย คือการร่วมกันลงหลักปักฐาน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอำนาจประชาชน” (People Power Infrastructure) ทั้งในมิติของทุนชุมชน กฎหมาย การตรวจสอบ และสื่อสาธารณะ เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมจากยุค “อำนาจแบบอุปถัมภ์” ไปสู่ “อำนาจแบบพลเมือง” เพราะประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อเรากระจายอำนาจที่แท้จริงให้ถึงมือประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การกระจายหีบเลือกตั้ง (Thailand must democratize power, not only democratize elections.)

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน