1,700 ล้านบาทกับฟุตบอลโลก 2026 ถึงเวลา “ตื่น” จากประชานิยมดูฟรี สู่โลกแห่งความเป็นจริง /โดย: Dr.Force

492438

              ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วาทกรรมที่ว่า “คนไทยต้องได้ดูบอลโลกฟรีครบทุกแมตช์” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและนโยบายประชานิยมที่ผลักภาระมหาศาลให้กับโครงสร้างทางการคลังและหน่วยงานของรัฐ แต่สำหรับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วม ด้วยตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ที่ถูกเรียกเก็บพุ่งทะลุเพดานถึงกว่า 1,700 ล้านบาท สัญญาณการ “ถอย” ของรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้หรือการทอดทิ้งประชาชน ทว่านี่คือ “ความกล้าหาญเชิงยุทธศาสตร์” ที่สังคมไทยควรทำความเข้าใจและให้การสนับสนุน

               การปฏิเสธที่จะนำเงินภาษีหรือเงินจากกองทุนของรัฐไปอุ้มดีลธุรกิจที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ถือเป็นก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดในการพาสังคมไทยออกจากมายาคติของการเอาใจมวลชน แล้วกลับมาใช้กลไกตลาดอย่างที่อารยประเทศควรจะเป็น

            【3 มิติทางเศรษฐศาสตร์: ทำไม “1,700 ล้าน” จึงเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า?】 หากประเมินในมุมมองของการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง การควักเงินระดับ 1,700 ล้านบาทเพื่อแลกกับความบันเทิงระยะสั้นในบริบทของปี 2026 ถือเป็นการตัดสินใจที่สอบตกในทุกมิติทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยตัวแปรสำคัญสามประการ

               #ประการแรก อุปสรรคด้านเขตเวลา (Time Zone) ที่ฆ่าเม็ดเงินโฆษณา หากย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ เวลาแข่งขันจะอยู่ในช่วง 17.00 – 02.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ (Prime Time) ที่ผู้คนออกไปใช้ชีวิต สังสรรค์ตามร้านอาหาร ผับบาร์ หรือลานกิจกรรมต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม แต่สำหรับฟุตบอลโลก 2026 เวลาแข่งขันตามเวลาประเทศไทยจะตกอยู่ในช่วง 03.00 – 10.00 น. พฤติกรรมผู้บริโภคจะถูกบังคับให้เปลี่ยนเป็นการรับชมเงียบๆ ผ่านหน้าจอที่บ้านก่อนออกไปทำงาน หรือดูย้อนหลังเมื่อมีเวลาว่าง เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน เรตติ้งแบบเรียลไทม์ย่อมดิ่งลง ส่งผลให้ภาคเอกชนและแบรนด์สินค้าต่างๆ ไม่กล้าทุ่มเม็ดเงินโฆษณาเพื่อซื้อสื่อในช่วงเช้ามืดที่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า (ROI ต่ำ)

               #ประการที่สอง ราคาที่พุ่งสูงสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจ ตัวเลข 1,700 ล้านบาท เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2022 ถึงเกือบ 20% ในขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตแบบเชื่องช้า สวนทางกับสภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่กดทับประชาชน การนำเงินมหาศาลระดับนี้ไปซื้อความสุขที่กินเวลาเพียง 1 เดือน ถือเป็น “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) ที่ประเทศปกติต้องคิดให้หนัก

               #ประการที่สาม รอยแผลเป็นจากกฎ Must Have ที่ทำลายกลไกตลาด แม้ในปัจจุบัน กสทช. จะดำเนินการปลดล็อกฟุตบอลโลกออกจากกฎกีฬามหาชนที่ต้องถ่ายทอดสดให้ดูฟรีแล้ว แต่การแก้กฎเกณฑ์ที่ล่าช้าทำให้ภาคเอกชนปรับตัวและวางแผนธุรกิจไม่ทัน ประกอบกับราคาตั้งต้นที่ถูกเอเยนต์ต่างชาติโก่งไปไกลลิบ ทำให้ท้ายที่สุดไม่มีกลุ่มทุนหรือสถานีโทรทัศน์เอกชนรายใดกล้ากระโดดลงมาเสี่ยงลงทุนในตลาดที่โครงสร้างพังทลายมานานนับสิบปี

            【ส่องโมเดลเพื่อนบ้านอาเซียน: ทำไมไทยถึงถูกมองเป็น “หมูในอวย”?】เมื่อสืบค้นข้อมูลและวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างการซื้อลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกของชาติในภูมิภาคอาเซียน เราจะเห็นความแตกต่างของการบริหารจัดการที่สะท้อนให้เห็นว่า ทำไมประเทศไทยถึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบในการเจรจาต่อรองมาโดยตลอด ปัญหาหลักของเราคือ “การแทรกแซงโดยรัฐ” ที่สร้างพฤติกรรมเคยตัวให้กับผู้ขายลิขสิทธิ์

               #เวียดนาม: โมเดลรัฐจับมือกลุ่มทุน ผนึกกำลังต่อรอง ประเทศเวียดนามใช้การบริหารจัดการผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (VTV) แต่ไม่ได้ใช้เงินภาษีไปทุ่มซื้อตรงๆ พวกเขาใช้คอนเนกชันและอำนาจรัฐในการดึงเครือข่ายธุรกิจเอกชนยักษ์ใหญ่มาลงขันเป็นสปอนเซอร์ การรวมศูนย์เจรจาโดยไม่ออกอาการกระหายจนเกินงาม ทำให้เวียดนามมีอำนาจต่อรองสูงและสามารถจบดีลได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งประเมินกันว่าอยู่ที่ราว 400 – 500 ล้านบาทเท่านั้น ประชาชนได้ดูผ่านฟรีทีวีโดยที่คลังของประเทศไม่ต้องรับภาระ

               #อินโดนีเซีย: โมเดลกลไกตลาดเสรี 100% อินโดนีเซียปล่อยให้เรื่องลิขสิทธิ์กีฬาเป็นสนามแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง กลุ่มทุนสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Emtek Group เข้ามาบริหารจัดการด้วยโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน มีการแบ่งสรรปันส่วนการถ่ายทอดสด โดยคัดเลือกบางแมตช์ไปฉายบนฟรีทีวีเพื่อดึงมวลชนและขายโฆษณา และนำแมตช์ทั้งหมดไปให้บริการบนแพลตฟอร์มโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) และสตรีมมิ่ง (OTT) เอกชนที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปสามารถหารายได้และทำกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่มีกฎของรัฐมาบีบคอ

               #สิงคโปร์: โมเดลรัฐร่วมเอกชนแบบ Freemium สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงโดยรัฐที่ชาญฉลาดและยั่งยืนที่สุด รัฐบาลผ่าน Mediacorp ร่วมมือกับบริษัทโทรคมนาคม (Singtel, StarHub) ใช้วิธีซื้อลิขสิทธิ์มาในราคาราว 670 ล้านบาท โดยรัฐบาลดูแลให้ประชาชนสามารถเข้าถึง “แมตช์ที่มีความสำคัญระดับชาติ” เช่น นัดเปิดสนาม, รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ แบบฟรีๆ เพื่อเป็นการคืนกำไรให้สังคม แต่หากแฟนฟุตบอลคนใดต้องการรับชมครบทั้งทัวร์นาเมนต์ พวกเขาจะต้องจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจ (Pay-Per-View) ด้วยตัวเอง โมเดลนี้สร้างจุดสมดุลระหว่างสวัสดิการพื้นฐานทางจิตใจและวินัยทางการเงิน

             【บทสะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย】 ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านใช้กลไกตลาดและยุทธศาสตร์ร่วมทุนที่ชาญฉลาด ประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมากลับถูกมัดมือชกด้วยกฎ Must Have เอเยนต์ค้าลิขสิทธิ์ระดับโลกและฟีฟ่าต่างรู้ดีว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลไทยจะทนแรงเสียดทานทางการเมืองไม่ไหวและต้องเข้ามาอุ้มดีลนี้เสมอ เมื่อผู้ขายรู้ว่าอย่างไรเสีย “รัฐก็ต้องควักจ่าย” ราคาจึงถูกตั้งไว้สูงลิ่วเกินหลักการ เมื่อนำตัวเลขมาคำนวณตามสัดส่วนประชากร (Per Capita) กลายเป็นว่าคนไทยถูกบีบให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ต่อหัวแพงกว่าชาติมหาอำนาจที่มีประชากรนับพันล้านคนอย่างจีนและอินเดียถึง 10-20 เท่าตัว นี่คือผลพวงของการทำลายกลไกตลาดด้วยนโยบายประชานิยม

             【ซื้อลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ “Soft Power” การสร้างรากฐานต่างหากคือของจริง】 เงิน 1,700 ล้านบาท หากเรายอมหักดิบไม่นำไปละลายกับการซื้อลิขสิทธิ์เพียงชั่วคราว เราสามารถนำเม็ดเงินก้อนนี้ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างได้อย่างมหาศาล หากรัฐบาลเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อคอนเทนต์สำเร็จรูป” มาเป็น “ผู้สร้างฐานราก” เงินก้อนนี้สามารถนำไปสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชนแห่งชาติที่ได้มาตรฐานสากลครอบคลุมทุกภูมิภาค สามารถนำไปอุดหนุนและพัฒนาอคาเดมีฟุตบอลในต่างจังหวัด ยกระดับวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเพิ่มค่าตอบแทนให้กับผู้ฝึกสอนระดับรากหญ้าที่กำลังขาดแคลนการสนับสนุน

               คำว่า Soft Power ที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย แท้จริงแล้วไม่ได้หมายถึงการมีเงินไปเหมาซื้อลิขสิทธิ์เพื่อมานั่งเชียร์นักกีฬาของชาติอื่นให้ได้แชมป์ แต่ Soft Power ด้านกีฬาที่แท้จริงคือการสร้างระบบนิเวศ ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับฐานราก จนสามารถผลิตนักกีฬาหรือทีมชาติที่ก้าวไปแข่งขันในเวทีระดับโลก ทำให้คนทั้งโลกต้องหันมามองและยอมรับในศักยภาพของคนไทยต่างหาก

              การที่รัฐบาลและ กสทช. ยืนหยัดในหลักการ “Best Efforts” หรือการเปิดทางให้เอกชนเจรจากันอย่างเต็มที่ตามกลไกตลาดธุรกิจ โดยขีดเส้นตายชัดเจนว่าจะไม่นำเงินภาษีแผ่นดินไปอุ้ม ถือเป็นการส่งสัญญาณระดับนานาชาติที่ถูกต้อง เพื่อบอกกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติและเอเยนต์ค้าลิขสิทธิ์ว่า ประเทศไทยได้ตื่นจากภวังค์แล้ว และเราจะไม่ยอมจ่ายในราคาที่ไร้เหตุผลอีกต่อไป

               ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิมๆ เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า คอนเทนต์กีฬาคุณภาพสูงระดับโลกมีต้นทุนในการผลิตและบริหารจัดการมหาศาล หากเราต้องการก้าวไปข้างหน้าทัดเทียมกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม เราต้องเรียนรู้ที่จะจ่ายเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เรารักในราคาที่สมเหตุสมผลผ่านผู้ให้บริการ และปล่อยให้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนทุกคน ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศในจุดที่มันจะงอกเงยและยั่งยืนที่สุด

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน