
การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคม 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในพลวัตการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ (Great Power Competition) การวิเคราะห์สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ มหาศาลาประชาชน ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหา “จุดสมดุลเชิงยุทธวิธี” (Tactical Equilibrium) ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยจีนมุ่งเน้นการจัดวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงและสถานะที่เท่าเทียมในระเบียบโลก ในขณะที่สหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยลัทธิปฏิบัตินิยมเชิงผลประโยชน์แบบแลกเปลี่ยน (Transactional Pragmatism) สภาวการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งสภาวะผ่อนคลายความตึงเครียดระยะสั้น แต่ยังคงแฝงไว้ซึ่งความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรองรับความผันผวนนี้
【การวิเคราะห์เจตนารมณ์ทางยุทธศาสตร์ 】การถอดรหัสจากสุนทรพจน์ของผู้นำทั้งสอง สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ (Worldview) และผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests) ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
1. สาธารณรัฐประชาชนจีน: ยุทธศาสตร์ภาพกว้างและการสถาปนาสภาวะทวิขั้ว (China: Grand Strategy and Bipolarity Assertion) สุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง สะท้อนหลักคิดเชิงสัจนิยมเชิงโครงสร้าง (Structural Realism) โดยมีเป้าหมายเพื่อบีบให้สหรัฐฯ ยอมรับสถานะมหาอำนาจที่เท่าเทียมของจีน
1.1 การบริหารจัดการ “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap): การเสนอแนวคิดความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ (Constructive relationship of strategic stability) คือความพยายามของปักกิ่งในการสร้างกลไกป้องกันการปะทะทางทหารโดยตรง พร้อมกับซื้อเวลา ให้จีนได้พัฒนาขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีต่อไป
1.2 ยุทธศาสตร์วาทศิลป์กลืนกลาย (Strategic Co-optation): การเชื่อมโยงเป้าหมาย “การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน” เข้ากับ “Make America Great Again” เป็นศิลปะการทูตขั้นสูงที่มุ่งลดทอนสภาวะการแข่งขันแบบแพ้-ชนะ (Zero-sum Game) ในมุมมองของผู้นำสหรัฐฯ
1.3 การขีดเส้นแดงทางยุทธศาสตร์ (Red Line Deterrence): การประกาศจุดยืนเรื่องไต้หวันอย่างแข็งกร้าว เป็นการส่งสัญญาณป้องปราม (Signaling and Deterrence) เพื่อตีกรอบไม่ให้สหรัฐฯ ล้ำเส้นในประเด็นบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งเป็นผลประโยชน์แห่งชาติขั้นสูงสุด (Core Interests) ของจีน
2. สหรัฐอเมริกา: ลัทธิปฏิบัตินิยมทางการค้าและการทูตระดับบุคคล (U.S.: Commercial Pragmatism and Personalized Diplomacy) สุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ละทิ้งแนวทางการต่างประเทศแบบเสรีนิยมสถาบัน (Liberal Institutionalism) และหันไปใช้แนวทางทวิภาคีที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติระยะสั้น
2.1 นโยบายต่างประเทศแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์: สหรัฐฯ มองข้ามความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ (ประชาธิปไตย ปะทะ อำนาจนิยม) และประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยพุ่งเป้าไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) เช่น การลดการขาดดุลการค้า และข้อตกลงการลงทุนมูลค่ามหาศาล
2.2 การใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์: การยกย่องผู้นำจีนอย่างเปิดเผย เป็นกลวิธีในการเจรจาต่อรอง เพื่อดึงข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อฐานเสียงในประเทศของตน โดยยอมลดบทบาทการเป็นตำรวจโลกในเชิงสัญลักษณ์ลง
【นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ต่อภูมิภาค (Geopolitical and Geo-economic Implications)】การพบปะครั้งนี้ก่อให้เกิดภูมิทัศน์ความมั่นคงใหม่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ดังนี้
(1) การแยกส่วนประเด็นปัญหา (Compartmentalization): มหาอำนาจทั้งสองตกลงโดยปริยายที่จะแยก “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” ออกจาก “การแข่งขันทางยุทธศาสตร์/การทหาร” ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตได้ภายใต้บรรยากาศความมั่นคงที่ยังคงมีความหวาดระแวง (Cold Peace)
(2) ความเสี่ยงจากช่องว่างทางค่านิยม (Value Vacuum): การที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ลดทอนความสำคัญของการปกป้องค่านิยมเสรีนิยมประชาธิปไตย อาจเปิดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Space) ให้จีนขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนใต้และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านยุทธวิธีพื้นที่สีเทา (Gray-zone tactics) โดยปราศจากการตอบโต้ทางการทูตที่รุนแรงจากวอชิงตัน
(3) ความเปราะบางของข้อตกลง: เสถียรภาพนี้ผูกติดกับตัวบุคคล (Personality-driven) และผลประโยชน์ทางการค้าเฉพาะหน้า หากสหรัฐฯ ไม่พอใจในตัวเลขการขาดดุลการค้าในไตรมาสถัดๆ ไป ข้อตกลงทั้งหมดอาจล้มเหลวและนำไปสู่สงครามการค้า รอบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
【ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงแห่งชาติไทย (Strategic Recommendations for Thailand)】ภายใต้สภาวะ “เสถียรภาพที่เปราะบาง” ของมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะรัฐขนาดกลาง (Middle Power) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรปรับยุทธศาสตร์ ดังนี้
[1] ยุทธศาสตร์การรักษาสมดุลเชิงรุก (Active Hedging Strategy): ประเทศไทยต้องไม่ตกอยู่ในสภาวะเลือกข้าง (Binary Choice) แต่ควรใช้ประโยชน์จากช่องว่างที่สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงทางเศรษฐกิจ และจีนต้องการเสถียรภาพในภูมิภาค โดยไทยควรเร่งรัดการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศยุทธศาสตร์อื่นๆ นอกเหนือจากสองมหาอำนาจ เพื่อกระจายความเสี่ยง (Diversification)
[2] การยกระดับความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Enhancing ASEAN Centrality): สภาวะที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจต่อประเด็นเชิงพาณิชย์มากกว่าความมั่นคงระดับภูมิภาค อาเซียนภายใต้การผลักดันของไทยต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างบรรทัดฐาน (Norm-setting) ในการบริหารจัดการข้อพิพาทในภูมิภาค โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ เพื่อป้องกันไม่ให้มหาอำนาจใช้ภูมิภาคนี้เป็นกระดานหมากรุกทางยุทธศาสตร์
[3] การเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนทางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience): เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในครั้งนี้เป็นลักษณะการซื้อขายแบบทวิภาคี (Bilateral Managed Trade) ซึ่งอาจนำไปสู่การกีดกันทางการค้าต่อประเทศที่สาม ภาครัฐและเอกชนไทยต้องบูรณาการแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิต หรือการตั้งกำแพงภาษีที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองเสื่อมถอยลง
【บทสรุป】
การพบปะและสุนทรพจน์ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเยือนครั้งล่าสุด มิใช่การยุติการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ แต่เป็นเพียงการสร้าง “สภาวะสงบศึกชั่วคราวเชิงยุทธวิธี” (Tactical Truce) ท่ามกลางกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การประนีประนอมที่เกิดขึ้นเป็นผลผลิตจากความต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของผู้นำทั้งสอง มากกว่าการแก้ไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก
เสถียรภาพที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทางการค้าเฉพาะหน้าและสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลนี้เป็นสิ่งที่มีความเปราะบางและคาดเดาได้ยาก (Highly Unpredictable) ระเบียบโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกซ่อนไว้ใต้ฉากหน้าของข้อตกลงทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่นี้ รัฐไทยจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการวิเคราะห์เชิงรุก (Strategic Foresight) ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง (Agile Diplomacy) และสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อเป็นเกราะกำบังในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมหาอำนาจพร้อมที่จะพลิกผันได้ตลอดเวลา
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” วิเคราะห์โจทย์ใหญ่ของ รัฐบาลอนุทิน “เมื่อประเทศไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (Thailand Left Behind)
DSI ขยายผลคดีเว็บพนันออนไลน์ จับแอดมินเครือข่าย “แม่มนต์” หลังกลับไทยมาหาแฟนสาว
เมื่อ “ความรู้” ไม่ใช่แต้มต่ออีกต่อไป ปรากฏการณ์ Knowledge Inflation และโจทย์ใหม่ของการสร้างคนในศตวรรษที่ 21 /โดย ดร.Force
หวั่นไทยตกขบวนไม่ทันโลกเศรษฐกิจ แนะดูตัวอย่าง 3 ชาติ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์” ทักท้วงกระทรวงการคลัง ชี้เป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 51% ปี 2580 ช้าเกินไป
กสม. ผนึกภาครัฐ-ภาคประชาสังคม-องค์กรระหว่างประเทศ เดินหน้าป้องกันการทรมาน ย้ำ “ป้องกันดีกว่าเยียวยา”
DSI ร่วมหลายหน่วยงานปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ขยายผลล่าเครือข่าย “หนูเฉิน” สั่งซื้อสารตั้งต้นยาเสพติด
ไม่รอลงอาญา อดีตนายกเล็กย่านตาขาว โดนคุก 6 ปี 18 เดือน ข้อหาเอารถหลวงใช้ส่วนตัว เบิกค่าน้ำมันเกือบล้าน
DSI จับหญิงรับจ้างเปิดบัญชีม้าแอพเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 2,000 ต่อปี