ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: บทเรียนจากการปรับโครงสร้างอุดมศึกษาจีนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย /โดย: Dr.Force

488464

              บทนำ: บริบทการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก

               ในยุคที่พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ผูกติดกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก การประกาศเพิ่ม 38 สาขาวิชาใหม่ในระดับปริญญาตรีของกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (MOE) ซึ่งจะเริ่มใช้ในระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ปี ค.ศ. 2026 มิใช่เพียง “การปฏิรูปการศึกษา” ในความหมายดั้งเดิม แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการจัดระบบกำลังคน (Workforce Realignment) เพื่อเสริมสร้างกำลังอำนาจแห่งชาติแบบองค์รวม (Comprehensive National Power – CNP)

               การกำหนดสาขาเป้าหมายที่มุ่งเน้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก (Rare Earth) และการค้าดิจิทัล สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังใช้ระบบอุดมศึกษาเป็น “กลไกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคง” อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ที่จีนเพิ่มจุดเปิดสอนกว่า 10,200 แห่ง และกล้ายกเลิกหรือระงับการรับนักศึกษาในสาขาที่ล้าหลังถึง 12,200 แห่ง

            【กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง】การวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ สามารถอธิบายผ่านกรอบทฤษฎีหลัก 3 ประการ
              1. ลัทธิชาตินิยมทางเทคโนโลยี (Techno-Nationalism): รัฐใช้ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเป็นแกนกลางในการรักษาความมั่นคงและอิทธิพลในเวทีโลก การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี (Technological Autonomy) ถือเป็นวาระแห่งชาติ

               2. ทฤษฎีทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Human Capital Theory): การศึกษาไม่ใช่เพียงการตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล (Demand-driven) แต่เป็นการลงทุนของรัฐเพื่อผลิต “ขีดความสามารถ (Capabilities)” ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ (State-strategic driven)

               3. โมเดลเกลียวสาม (Triple Helix Model): การบูรณาการความร่วมมืออย่างแนบแน่นระหว่าง รัฐ (Government) มหาวิทยาลัย (University) และภาคอุตสาหกรรม (Industry) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน

            【วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุดมศึกษาของจีน】การดำเนินการของจีนครอบคลุมมิติเชิงยุทธศาสตร์ 5 ประการ ได้แก่

               <1> การเปลี่ยนปริญญาเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ชาติ (Degrees as Strategic Instruments): จีนปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งคำถามว่า “ผู้เรียนต้องการเรียนอะไร” ไปสู่ “รัฐชาติแห่งอนาคตต้องการขีดความสามารถใด” หลักสูตรจึงถูกออกแบบจากบนลงล่าง (Top-down) เพื่อตอบโจทย์ความอยู่รอดของชาติ

               <2> การลดช่องว่างระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม (Academic-Industry Synergy): การเปิดสาขาอย่าง Embodied Intelligence, Brain-Computer Science, Agricultural Robotics และ Semiconductor Equipment เป็นการบังคับกลไกการศึกษาให้เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีแนวหน้า (Frontier Technology) และห่วงโซ่การผลิตจริง

              <3> การสร้างกำลังคนในห่วงโซ่อุปทานยุทธศาสตร์ (Strategic Supply Chain Workforce): สาขาอย่าง Rare Earth, Energy Science, Deep-Earth Science และ Marine Unmanned Technology มีนัยโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

              <4> การบูรณาการสหวิทยาการเป็นแกนหลัก (Interdisciplinary Centrality): หมวด Interdisciplinary Studies ที่เพิ่มขึ้นถึง 15 สาขา ทลายกรอบการศึกษาแบบไซโล (Silo) เพื่อสร้างนวัตกรรมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเทคโนโลยีอุบัติใหม่

               <5> การใช้สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำเป็นหน่วยนำร่อง (Vanguard Institutions): รัฐบาลอนุมัติให้มหาวิทยาลัยยุทธศาสตร์ เช่น Beihang University และ Harbin Institute of Technology นำร่องสาขา Embodied Intelligence เพื่อเชื่อมโยง AI รุ่นใหม่เข้ากับระบบเศรษฐกิจจริงและเทคโนโลยีทางทหาร

            【นัยเชิงยุทธศาสตร์และภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย】 ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมิได้จำกัดอยู่เพียง “ภาวะว่างงานของบัณฑิต” แต่คือ “ความไม่สอดคล้องทางยุทธศาสตร์ (Strategic Misalignment)” ระหว่างระบบผลิตกำลังคนกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่ AI, Automation, Energy Transition และ Cognitive Economy หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว จะเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคง 4 ประการ

              (1) การสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Dependency): ไทยจะถูกลดบทบาทเป็นเพียง “ผู้ใช้ (Consumer)” ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า AI, Drones, Semiconductor Equipment และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลจากต่างชาติ ซึ่งบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

              (2) วิกฤตโครงสร้างกำลังคน (Workforce Structural Crisis): ภาวะทวิลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตล้นตลาดในสาขาดั้งเดิม แต่เกิดภาวะขาดแคลนวิกฤต (Critical Shortage) ในสาขายุทธศาสตร์ เช่น AI Engineer, Robotics Technician, Rare Earth Specialist และ Green Energy Engineer

              (3) ความมั่นคงของมนุษย์และความเหลื่อมล้ำ (Human Security & Inequality): แรงงานในระบบเศรษฐกิจใหม่ (Digital/AI Economy) จะมีรายได้ทวีคูณ ในขณะที่แรงงานทักษะดั้งเดิมจะเผชิญการถูกกดค่าจ้างและถูกแทนที่ (Displacement) นำไปสู่ความเปราะบางทางสังคม

              (4) ความอ่อนแอของความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Deficit): การขาดแคลนบุคลากรด้าน Cyber, Space, Drone, Energy Resilience, Data Intelligence และ Cognitive Security จะทำให้ประเทศไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-traditional Threats) ได้

            【ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับชาติสำหรับประเทศไทย】เพื่อพลิกโฉมจาก “ระบบการศึกษา (Education System)” ไปสู่ “ระบบผลิตขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Production System)” รัฐบาลควรดำเนินการตามข้อเสนอแนะ 7 ประการ ดังนี้

              [1] การจัดตั้งกลไกบัญชาการระดับชาติ ตั้ง “คณะกรรมการทักษะอนาคตและสาขายุทธศาสตร์ชาติ (Thailand Future Skills & Strategic Majors Council)” โดยบูรณาการข้ามกระทรวง (สศช., อว., ศธ., แรงงาน, อุตสาหกรรม, ดีอี, กลาโหม และภาคเอกชน) เพื่อจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ความต้องการกำลังคนในระยะ 10 ปี ยุติการปล่อยให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดหลักสูตรโดยปราศจากวิสัยทัศน์ระดับชาติ

              [2] การประกาศบัญชี “สาขายุทธศาสตร์เร่งด่วนของชาติ” ภาครัฐต้องกำหนดและสนับสนุนการเปิดหรือยกระดับกลุ่มสาขาวิชาอย่างน้อย 15 กลุ่ม เพื่อรองรับเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use Technology) และเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่

                     1) AI & Data Intelligence / Cybersecurity & Cognitive Security
                     2) Robotics & Automation / Drone & UAS Systems
                     3) Semiconductor Packaging & Equipment Maintenance
                     4) Digital Finance & FinTech Governance
                     5) Energy Storage & Hydrogen / EV Battery & Recycling
                     6) Bio-Manufacturing / AgriTech & Agricultural Robotics
                     7) Smart Tourism / Logistics Intelligence
                     8) Climate Adaptation Engineering
                     9) Defense Technology & Dual-Use Innovation / Public Digital Governance

               [3] การประเมินและปรับรื้อโครงสร้างหลักสูตร (Professional Program Review) ใช้มาตรการทางกฎหมายและงบประมาณในการประเมินหลักสูตรทุก 3 ปี โดยอ้างอิงจาก ตัวชี้วัดอัตราการมีงานทำ, รายได้, ความต้องการของอุตสาหกรรม, ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และคุณภาพเครื่องมือทดลอง หลักสูตรที่ล้าหลังหรือซ้ำซ้อนต้องเข้าสู่กระบวนการควบรวมหรือยุติการรับนักศึกษา

               [4] การแบ่งมอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ให้สถาบันอุดมศึกษา (Institutional Specialization) กำหนดบทบาท (Positioning) ของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเป็นเลิศเฉพาะทาง
                     1) กลุ่มวิจัยนโยบายและเทคโนโลยีชีวภาพ (เช่น จุฬาฯ, มหิดล, ธรรมศาสตร์): มุ่งเน้น AI Governance, Health Tech, Public Policy, Biotech
                     2) กลุ่มเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูง (เช่น กลุ่มพระจอมเกล้า): มุ่งเน้น Robotics, Semiconductor, Automation
                     3) กลุ่มนวัตกรรมเกษตรและภูมิภาค (เช่น เกษตรฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น, สงขลานครินทร์): มุ่งเน้น Agri-robotics, Bioeconomy, Border Economy, Climate Resilience
                     4) กลุ่มความมั่นคงแห่งชาติ (สถาบันการศึกษาทางทหาร, วปอ., วิทยาลัยการทัพ, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ): มุ่งเน้น Defense Innovation, Cognitive Security, Strategic Intelligence

               [5] การใช้โมเดลการศึกษาควบคู่การปฏิบัติจริง (Dual Degree + Apprenticeship Model) ปรับโครงสร้างหลักสูตรปริญญาตรีจากการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน เป็นระบบที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนจริง
                      ปี 1-2: ศึกษาองค์ความรู้พื้นฐานและสหวิทยาการ
                      ปี 3: ปฏิบัติงานจริง (Apprenticeship) กับภาคเอกชนหรือหน่วยงานความมั่นคง
                      ปี 4: จัดทำ Capstone Project ที่แก้ปัญหาระดับชาติหรืออุตสาหกรรม

               [6] โครงการยกระดับทักษะแรงงานระดับชาติ (National Reskilling Program) ขยายขอบเขตการพัฒนาทุนมนุษย์ให้ครอบคลุมแรงงานวัย 30–55 ปี เพื่อป้องกันการพังทลายของโครงสร้างแรงงานเดิม เช่น การเปลี่ยนช่างโรงงานเป็น Automation Technician, เจ้าหน้าที่การเงินเป็น Digital Finance Compliance Officer, ข้าราชการเป็น Data-driven Public Governance Officer และ บุคลากรสายความมั่นคงเป็น Cyber & Cognitive Security Operator

               [7] การจัดตั้งกองทุนทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Human Capital Fund) บูรณาการงบประมาณรัฐร่วมกับกองทุนภาคเอกชน เพื่ออุดหนุนทุนการศึกษาเต็มจำนวนในสาขาที่ขาดแคลนวิกฤต (AI, Semiconductor, Energy, Defense Tech) ภายใต้เงื่อนไขพันธสัญญารับใช้ชาติ (Service Agreement) ที่ต้องปฏิบัติงานในประเทศไทยหรือหน่วยงานที่กำหนดเป็นเวลา 3–5 ปีหลังสำเร็จการศึกษา

488465

            【บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: การสถาปนาอำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยีผ่านทุนมนุษย์】

               ปรากฏการณ์การปรับรื้อโครงสร้างอุดมศึกษาครั้งใหญ่ของจีน มิใช่เพียงการขยับตัวทางนโยบายการศึกษา ทว่าคือ “ยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมระดับชาติ” (National Readiness Strategy) เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในระเบียบโลกใหม่ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันเชิงประจักษ์ต่อทฤษฎีความมั่นคงร่วมสมัยที่ว่า ทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์คือแกนกลางที่แท้จริงของกำลังอำนาจแห่งชาติแบบองค์รวม (Comprehensive National Power – CNP) ในศตวรรษที่ 21

               สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการตระหนักทบทวนว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหารหรือการป้องกันดินแดนทางกายภาพอีกต่อไป แต่ได้ผนวกรวมถึง “อำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยีและดิจิทัล” (Technological and Digital Sovereignty) การที่รัฐยังคงรักษากระบวนทัศน์การศึกษาแบบเดิม ที่ผลิตกำลังคนโดยตัดขาดจากทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ถือเป็นการก่อให้เกิดช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ (Strategic Vulnerability) ซึ่งจะนำประเทศไปสู่ความเปราะบางทางโครงสร้าง และต้องตกอยู่ในสภาวะพึ่งพิงรัฐมหาอำนาจอย่างถาวร

               ท้ายที่สุด ความท้าทายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการปฏิรูปหลักสูตรในระดับสถาบัน แต่คือการบูรณาการเจตจำนงแห่งรัฐ (Will of the State) อย่างเด็ดขาด เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก “ระบบให้บริการทางการศึกษา” (Education as a Service) ไปสู่ “ระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตขีดความสามารถแห่งชาติ” (National Capability Infrastructure) การตัดสินใจทางนโยบายและลงมือปฏิบัติอย่างเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้ คือหลักประกันเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับความมั่นคงของมนุษย์ และดำรงสถานะทางยุทธศาสตร์ได้อย่างสง่างามท่ามกลางพายุแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกขณะ

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน