การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) และการแปรสภาพภูมิยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งแห่งชาติ ในยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ /โดย Dr.Force

460140

              บทนำ: กระบวนทัศน์ใหม่ของพลังอำนาจแห่งชาติ (Comprehensive National Power)

               ในสภาวะแวดล้อมความมั่นคงระหว่างประเทศปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ (Great Power Competition – GPC) โครงสร้างระบบสากลกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ผ่านการแบ่งขั้วอำนาจที่ชัดเจนขึ้น ประเทศไทยในฐานะรัฐขนาดกลาง (Middle Power) ไม่สามารถพึ่งพากระบวนทัศน์การพัฒนาแบบดั้งเดิมที่อิงกับทรัพยากรธรรมชาติและการส่งออกขั้นปฐมภูมิได้อีกต่อไป ทรัพยากรที่ทรงคุณค่าและเป็นหลักประกันทางยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของประเทศคือ “พิกัดภูมิยุทธศาสตร์” (Geostrategic Location) บทความวิเคราะห์ฉบับนี้ นำเสนอกรอบแนวคิดในการกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) โดยบูรณาการทฤษฎีทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ เพื่อใช้เป็นฐานคติในการเปลี่ยนผ่านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งความมั่งคั่งและอำนาจต่อรองของชาติ

              1. ยุทธศาสตร์สองมหาสมุทร: ภายใต้กรอบทฤษฎีสมุทรานุภาพและดินแดนขอบทวีป การมองภาพภูมิศาสตร์ของไทยต้องอาศัยเลนส์ยุทธศาสตร์ทางเรือและทฤษฎีภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก โดยเฉพาะ ทฤษฎีสมุทรานุภาพ (Sea Power Theory) ของ Alfred Thayer Mahan และ ทฤษฎีดินแดนขอบทวีป (Rimland Theory) ของ Nicholas Spykman
                    (1) ประเทศไทยในฐานะรัฐแกนกลางของ Rimland: ไทยตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนอันเป็นดินแดนขอบทวีปที่เชื่อมต่อระหว่างมหาอำนาจทางบก (Land Power) และมหาอำนาจทางทะเล (Sea Power) การเป็นประเทศที่ไม่ได้ถูกปิดล้อม (Non-Landlocked) และมีชายฝั่งติดสองมหาสมุทร (อ่าวไทย-แปซิฟิก และ อันดามัน-อินเดีย) ทำให้ไทยมีศักยภาพในการเป็น “ประตูเชื่อมต่อยุทธศาสตร์” (Strategic Gateway)
                    (2) การควบคุมและบรรเทาจุดอับทางทะเล (Choke Point Mitigation): ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lines of Communication – SLOCs) ในช่องแคบมะละกาเผชิญกับความแออัดและเป็นจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ การผลักดันโครงการ Landbridge (ชุมพร-ระนอง) และการขยายขีดความสามารถท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ Mahan ในการสร้างและควบคุมเส้นทางพาณิชยนาวีใหม่ โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการสถาปนาไทยให้เป็น ศูนย์กลางการถ่ายลำสินค้า (Transshipment Hub) ซึ่งเป็นการสร้าง “เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ” ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมสะอาดและยกระดับอำนาจทางทะเล (Maritime Power) ของประเทศให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

              2. สมดุลแห่งอำนาจ: การวางตัวแบบ “การป้องกันความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์” (Strategic Hedging) ในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจพยายามขยายเขตอิทธิพล (Sphere of Influence) ไทยต้องก้าวข้ามการเป็นกลางแบบอยู่เฉย (Passive Neutrality/Isolationism) สู่ความเป็นกลางเชิงรุกผ่านทฤษฎี การป้องกันความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging)
                   (1) พลวัตสหรัฐอเมริกา – จีน: จีนใช้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) เพื่อขยายอิทธิพลลงใต้ทางบก ขณะที่สหรัฐฯ ใช้อินโด-แปซิฟิกเสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific – FOIP) เพื่อรักษาอิทธิพลทางทะเล
                   (2) ยุทธศาสตร์การสร้างอำนาจต่อรอง (Leverage Building): การใช้ Strategic Hedging คือการรักษาระยะห่างที่เหมาะสมและปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับทั้งสองฝ่าย โดยไม่ยอมเป็นรัฐบริวาร ของฝ่ายใด การใช้ที่ตั้งของไทยเป็นจุดบรรจบ (Convergence Point) ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทั้งสองขั้ว จะแปลงสภาพสภาวะกดดันให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง ผู้เล่นใดที่ต้องการเข้าถึงพื้นที่ตอนในของอาเซียน ย่อมต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มลอจิสติกส์ของไทย ส่งผลให้เกิดโครงข่ายผลประโยชน์ที่ทับซ้อน (Overlapping Interests) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันความมั่นคงของชาติโดยปริยาย

              3. ภูมิเศรษฐศาสตร์และการทูตทางการเงิน: สถาปัตยกรรมใหม่ในยุค De-dollarization มิติความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้จำกัดเพียงกำลังรบ แต่ครอบคลุมถึง ทฤษฎีภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ตามแนวคิดของ Edward Luttwak ที่ระบุว่ารัฐใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การใช้อาวุธทางการเงิน (Financial Weaponization) ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางการเงิน
                    (1) ยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาสกุลเงินเดี่ยว (De-dollarization): ความผันผวนและนโยบายการเงินของมหาอำนาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ไทยต้องผลักดันให้ “เงินบาท (THB)” ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินหลักระดับภูมิภาค (Regional Anchor Currency) ในการชำระบัญชีการค้าชายแดน (Local Currency Settlement)
                    (2) นวัตกรรมทางการเงินเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Financial Innovation): การเข้าร่วมเป็นแกนนำในโครงการ mBridge (การใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในการโอนเงินระหว่างประเทศ) คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทางเลือกที่หลุดพ้นจากการผูกขาดของระบบ SWIFT สิ่งนี้คือยุทธศาสตร์เชิงรุกในการสร้างอิสรภาพและภูมิคุ้มกันทางอธิปไตยทางการเงิน (Financial Sovereignty) ซึ่งจะเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของอนุภูมิภาค

               4. การเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์: จาก “รัฐทางผ่าน” สู่ “ศูนย์กลางแห่งความมุ่งหมาย” (Strategic Destination Hub) หลักการสำคัญที่สุดในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์ คือการป้องกันไม่ให้ประเทศตกอยู่ในสถานะ “รัฐทางผ่าน” (Transit State) ที่ถูกตักตวงผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องยกระดับสู่การเป็น “รัฐผู้รวบรวมและกระจายมูลค่า” (Value Creation Hub)
                      (1) การบูรณาการเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน (Technology & Supply Chain Integration): การยกระดับเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงข่ายคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Logistics) และการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน จะสร้างระบบนิเวศที่ผู้เล่นในภูมิภาค “ต้องพึ่งพา” (Interdependence)
                      (2) เศรษฐกิจมูลค่าสูงเพื่อความมั่นคง (High-Margin Economy for Security): การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาแรงงานเข้มข้นและทรัพยากร สู่การเก็บค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent) จากค่าธรรมเนียมผ่านทาง, ค่าบริการทางการเงิน, การประกันภัยทางทะเล และลิขสิทธิ์ทางเทคโนโลยี การมีฐานเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืน (Margin สูง) คือรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารและความมั่นคงของชาติ (National Security Capacity)

            【บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์】

               ชะตากรรมของชาติไม่ได้ถูกกำหนดโดยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในดินอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดด้วยขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในการปรับใช้และควบคุม “พื้นที่” (Space) ประเทศไทยครอบครองภูมิยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” มิใช่การหลีกหนีความขัดแย้ง แต่คือการบริหารจัดการความขัดแย้งของมหาอำนาจให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์และการเงิน หากวิทยาลัยการทัพเรือและสถาบันกำหนดนโยบายระดับชาติ สามารถบูรณาการการใช้กำลังอำนาจแห่งชาติ (DIME – Diplomatic, Informational, Military, Economic) เพื่อรองรับวิสัยทัศน์นี้ ประเทศไทยจะผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่มีความมั่งคั่งเป็นอาวุธ และมีภูมิรัฐศาสตร์เป็นเกราะป้องกันอย่างยั่งยืน

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน