อธิปไตยเหนือห้วงอวกาศกับการปรับดุลอำนาจใหม่ : นัยสำคัญต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย /โดย: Dr.Force

439238

              บทนำ: ในยุคที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “สงครามที่เน้นยุทโธปกรณ์เป็นศูนย์กลาง”

               (Platform-centric Warfare) ไปสู่ “สงครามที่เน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลาง” (Data-centric Warfare) พรมแดนแห่งความมั่นคงได้ขยายตัวพ้นจากชั้นบรรยากาศโลกสู่ห้วงอวกาศอย่างสมบูรณ์ อวกาศไม่ได้เป็นเพียงพรมแดนใหม่สำหรับการสำรวจ แต่คือ “ศูนย์กลางประสาทส่วนกลาง” (Central Nervous System) ของปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่ ทั้งในมิติการข่าวกรอง (ISR) และการนำทางพิกัดพยากรณ์เวลา (PNT) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของอธิปไตยดิจิทัลและความอยู่รอดของรัฐในศตวรรษที่ 21

              1. เมื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ผูกติดกับวงโคจร ภายใต้แนวคิดปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ (Joint All-Domain Operations – JADO) ดาวเทียมมิใช่เพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่คือ Node สำคัญในวงจรการทำลายเป้าหมาย (Kill Chain) ที่ช่วยลดระยะเวลาจาก “เซนเซอร์สู่ผู้ยิง” (Sensor-to-Shooter Latency) การที่มหาอำนาจอย่างจีนพัฒนาเครือข่ายดาวเทียม Yaogan และระบบนำทาง BeiDou หรือรัสเซียที่รักษาฐานอำนาจผ่าน GLONASS สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีเดิม และสร้างศักยภาพในการต่อต้านการเข้าถึงพื้นที่ (A2/AD)

               ความสามารถในการ “มองเห็นก่อน” (Persistent Surveillance) และ “กำหนดพิกัดแม่นยำ” (High-precision PNT) จึงกลายเป็นตัวแปรที่ลดช่องว่างทางอำนาจ (Power Diffusion) ระหว่างมหาอำนาจดั้งเดิมและมหาอำนาจเกิดใหม่ ดังที่เห็นได้จากกรณีการปรับสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

               2. ภาวะ “ตาบอดทางยุทธวิธี” และความเปราะบางของระบบเดี่ยว ในมิติของประเทศไทย ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีเทคโนโลยี แต่คือ “การพึ่งพาที่มากเกินไป” (Over-reliance) ต่อระบบใดระบบหนึ่ง บทเรียนจากสมรภูมิยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางชี้ชัดว่า สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ผ่านการรบกวนสัญญาณ (Jamming) และการหลอกพิกัด (Spoofing) คืออาวุธแรกที่ถูกนำมาใช้

               หากกองทัพไทยพึ่งพิงระบบนำทางหรือข้อมูลจากดาวเทียมของมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะ “ตาบอดทางยุทธวิธี” หากสวิตช์สัญญาณถูกปิดหรือถูกแทรกแซงในช่วงวิกฤต ความสูญเสียจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ระบบอาวุธนำวิถีหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) แต่จะลุกลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และระบบการเงินของชาติที่ต้องอาศัยเวลามาตรฐาน (Timing) จากดาวเทียมทั้งสิ้น

               3. ยุทธศาสตร์ “พิกัดอำนาจ”: ความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตนเอง เพื่อตอบโต้ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กองทัพไทยพึงพิจารณาหลักการ “Multi-GNSS & Multi-Sensor Strategy” หรือยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่หลากหลายและยืดหยุ่น การเปิดรับและบูรณาการสัญญาณจากหลายค่าย ทั้ง GPS (สหรัฐฯ), GLONASS (รัสเซีย), BeiDou (จีน) และ Galileo (สหภาพยุโรป) เข้าด้วยกันในอุปกรณ์เดียว ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วพันธมิตร แต่คือการสร้าง “ระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์”

               ข้อดีของการไม่ผูกมัดกับชาติใดชาติหนึ่ง ได้แก่

               (1) ความยืดหยุ่นเชิงปฏิบัติการ (Operational Resilience): การใช้สัญญาณหลายระบบร่วมกัน (Cross-checking) ช่วยเพิ่มความแม่นยำและทำให้การรบกวนสัญญาณทำได้ยากขึ้น

               (2) อำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ (Strategic Hedging): การมีทางเลือกเทคโนโลยีช่วยให้รัฐสามารถดำเนินนโยบายแบบ “ไผ่ลู่ลม” ไม่ถูกบีบบังคับจากเจ้าของเทคโนโลยีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

               (3) การเตรียมพร้อมสู่ความพึ่งพาตนเอง: การพัฒนาเครือข่ายอ้างอิงภาคพื้นดิน (CORS/SBAS) ของไทยเอง หรือแนวคิดระบบนำทางของไทย (TNSS) คือก้าวสำคัญสู่การมีอธิปไตยเหนือข้อมูลของตนเอง

439239

              4. บทสรุปและนัยเชิงนโยบาย สงครามในยุคข้อมูลข่าวสารไม่ได้ตัดสินกันที่ใคร “ยิงได้แรงกว่า” แต่อยู่ที่ใคร “บริหารจัดการข้อมูลได้มั่นคงกว่า” สำหรับประเทศไทย การลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและระบบนำทางไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการลงทุนใน “ประกันภัยความมั่นคงระดับชาติ”
กองทัพและรัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการใน 3 มิติ
                     1) Integration: พัฒนาระบบรับสัญญาณที่รองรับหลายสถาปัตยกรรม (Multi-constellation) เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตัดสัญญาณ

                     2) Protection: ลงทุนในเทคโนโลยีต่อต้านการรบกวนสัญญาณ (Anti-Jamming) และเสริมสร้างโครงข่ายภาคพื้นดินให้เข้มแข็ง

                     3) Sovereignty: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กและระบบข้อมูลของตนเอง เพื่อสร้าง “อำนาจในการกำหนดผลลัพธ์” ในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

               ในโลกที่ความแน่นอนลดน้อยลง การมี “ทางเลือกที่หลากหลาย” คืออำนาจที่แท้จริง และการมี “สายตาจากวงโคจร” ที่เป็นอิสระ คือหลักประกันว่าอธิปไตยของชาติจะไม่ถูกปิดสวิตช์ลงเพียงเพราะความขัดแย้งของมหาอำนาจอื่น

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน