รื้อพรมแดนหนี้สาธารณะ ทะลุเพดาน 75% “กระสุนนัดสุดท้าย” หรือ “ภาระ” ที่ลูกหลานต้องแบกรับ? / โดย: ดร.Force

432982

              ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงเวลานี้ ประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับคนไทยระดับรากหญ้าไปจนถึงนักลงทุน คือกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมขยับเพดาน “หนี้สาธารณะ” จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP ขึ้นไปเป็น 75% เพื่อเปิดทางและสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” ในการกู้เงินก้อนใหม่มาอุ้มวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้าง
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า การขยับตัวเลขเพียง 5% นี้สำคัญอย่างไร? คำตอบคือ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่คือ “บิลเรียกเก็บเงิน” ล่วงหน้าที่คนไทยและลูกหลานทุกคนในอนาคตจะต้องเป็นผู้ร่วมกันจ่าย

             【 ไขรหัส “หนี้สาธารณะ” ทำไมรัฐต้องกู้? 】 ในการขับเคลื่อนประเทศ รัฐบาลมีเครื่องมือสำคัญ 2 ขา ขาแรกคือ นโยบายการเงิน (ดูแลโดย ธปท. ผ่านการปรับดอกเบี้ย) และขาที่สองคือ นโยบายการคลัง (ดูแลโดยรัฐบาล ผ่านการเก็บภาษีและการใช้จ่าย)

               เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง รัฐบาลเก็บภาษีได้ไม่เข้าเป้า แต่ “รายจ่าย” ของประเทศยังคงเดินหน้าต่อ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน จ่ายเงินเดือนข้าราชการ หรือสวัสดิการต่างๆ รัฐบาลจึงต้องใช้วิธี “จัดทำงบประมาณขาดดุล” ซึ่งก็คือการกู้ยืมเงินมาโปะส่วนที่ขาดหายไป ผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล กลายมาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “หนี้สาธารณะ”

             【เปิดหน้าตักหนี้ไทย วันนี้เราติดหนี้เท่าไร?】 จากข้อมูลล่าสุด (ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569) หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66.09% ของ GDP คิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลถึง 12.5 ล้านล้านบาท โดยโครงสร้างหนี้ก้อนนี้แบ่งออกเป็น

              1. หนี้รัฐบาล: 11.3 ล้านล้านบาท (ก้อนใหญ่ที่สุด)
              2. หนี้รัฐวิสาหกิจ: 1.0 ล้านล้านบาท
              3. หนี้รัฐวิสาหกิจ (ภาคการเงินที่รัฐค้ำประกัน): 0.1 ล้านล้านบาท
              4. หนี้หน่วยงานของรัฐ: 0.03 ล้านล้านบาท

              ข้อดีประการหนึ่ง คือ 99% ของหนี้ก้อนนี้เป็น “หนี้ในประเทศ” ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากนัก (ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540)

            【เมื่อ “กระสุน” ใกล้หมด ทำไมต้องขยับเพดานเป็น 75%?】 ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลจะก่อหนี้ได้ไม่เกิน 70% ของ GDP หากประเมินว่า GDP ของไทยมีมูลค่าราว 19.0 ล้านล้านบาท เพดานหนี้สูงสุดจะอยู่ที่ 13.3 ล้านล้านบาท เมื่อนำมาหักลบกับหนี้ก้อนปัจจุบันที่ 12.5 ล้านล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลเหลือวงเงินให้กู้ได้อีกเพียงแค่ 800,000 ล้านบาท เท่านั้น
               ตัวเลข 8 แสนล้านบาทนี้ ดูเหมือนเยอะ แต่ในภาวะที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ รวมถึงความผันผวนของโลก เม็ดเงินก้อนนี้อาจไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงต้องเลือกทางออกด้วยการขยายเพดานเป็น 75% ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาเป็น “กระสุน” สำรองในการพยุงเศรษฐกิจ

            【หนี้ไทยสูงเกินไปหรือไม่? บทเรียนจาก เลบานอน และ เปอร์โตรีโก】 หากถามว่า 66% (หรือ 75% ในอนาคต) สูงหรือไม่? ต้องดูว่าเราเทียบกับใคร

              1. เทียบกับทั่วโลก: ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 94.7% (ถือว่าไทยยังต่ำกว่า)
              2. เทียบกับอาเซียน: ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60% (ถือว่าไทยสูงกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย)
                   ตัวเลขนี้อาจดูไม่อันตราย แต่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกมีบทเรียนที่เจ็บปวดเสมอ:
              3. เลบานอน: หนี้ทะลุ 200% ของ GDP จนรัฐบาลไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายดอกเบี้ย นำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้และวิกฤตชาติ
              4. เปอร์โตรีโก: หนี้สูง 119% จากการทำงบขาดดุลต่อเนื่อง 40 ปี จนประเทศล้มละลาย ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ แลกกับการตัดลดเงินบำนาญข้าราชการ และขึ้นค่าไฟประชาชน

              บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า “ตัวเลขหนี้” ไม่น่ากลัวเท่า “#ความสามารถในการใช้หนี้”

            【ความท้าทายที่แท้จริง: สังคมสูงวัย และฐานภาษีที่หดหาย】

              แม้หนี้เรายังไม่ล้นพ้นตัวแบบประเทศที่ล้มละลาย แต่ “ระเบิดเวลา” ของไทย คือ โครงสร้างประชากร ปัจจุบันคนวัยแรงงาน (ผู้จ่ายภาษีหลัก) กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุ (ผู้รับสวัสดิการ) ที่พุ่งสูงขึ้น

               นั่นหมายความว่า ในอนาคต รัฐบาลจะมี “รายได้” ลดลง แต่มี “รายจ่าย” เพิ่มขึ้น หากเรายังคงกู้เงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในสิ่งที่ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระยะยาว หรือเป็นเพียงการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ภาระทั้งหมดจะตกไปอยู่บนบ่าของ “ลูกหลาน” ที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ แต่ต้องแบกหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

             【บทสรุป: กู้ได้ แต่ต้อง “คุ้มค่า” และ “ตัดไขมันส่วนเกิน”】

               การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิดบาป หากนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ (Productivity) เพื่อทำให้ GDP โตเร็วกว่าหนี้ที่ก่อ

              สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักทบทวนอย่างหนัก ไม่ใช่แค่หาช่องทาง “กู้เพิ่ม” แต่คือการ “รีดไขมัน” ตัดลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็น ทับซ้อน หรือไม่ตอบโจทย์โลกอนาคต เพื่อรักษาสมดุลของวินัยการเงินการคลัง หนี้สาธารณะคือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ผู้นำ… เราจะกู้เพื่อสร้างอนาคตให้ลูกหลาน หรือจะกู้เพื่อเอาตัวรอดในวันนี้ แล้วทิ้งบิลไว้ให้พวกเขาตามจ่าย?

               จากบทความด้านบนนี้ คุณมองว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน มีรายจ่ายหรือโครงการของรัฐรูปแบบไหนบ้างครับ ที่ถือเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว” และอะไรที่ควรจัดเป็น “ไขมันส่วนเกิน” ที่รัฐบาลควรตัดทิ้งเป็นอันดับแรก?

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน