โลกในร่มเงาของสงครามที่ไร้เสียงประกาศ เมื่อเราอาจอยู่ในจุดกึ่งกลางของวิกฤตโดยไม่รู้ตัว /โดย: ดร.Force

412233

              เมื่อกล่าวถึงคำว่า “สงครามโลก” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักผูกติดกับการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ กองทัพที่เคลื่อนพลเต็มรูปแบบ และเสียงไซเรนเตือนภัย ทว่าในมุมมองของ เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates บทสรุปของสถานการณ์โลกในปัจจุบันกลับเป็นความจริงที่เยือกเย็นกว่านั้น นั่นคือ “#เราอยู่ในสงครามโลกแล้วเพียงแต่มันเป็นสงครามที่ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ” บทความและทัศนะล่าสุดของดาลิโอไม่ได้เกิดขึ้นจากความตื่นตระหนก แต่เกิดจากการวิเคราะห์รูปแบบ (Pattern) ในประวัติศาสตร์โลกตลอด 500 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระดับโลกไม่เคยระเบิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่คลืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คล้ายทฤษฎีกบในหม้อต้ม (Boiling Frog) ที่ผู้คนมักไม่รู้ตัวจนกว่าจะถึงจุดเดือด

               [ โครงสร้างขั้วอำนาจใหม่: การปะทะกันระหว่างชาติตะวันตกและกลุ่มพันธมิตร CRINK ]

               จากข้อมูลด้านภูมิรัฐศาสตร์ สนธิสัญญา และการลงมติในสหประชาชาติ โลกได้แบ่งขั้วอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือพันธมิตรดั้งเดิมนำโดยสหรัฐอเมริกา ยูเครน ยุโรป อิสราเอล สมาชิกอ่าวเปอร์เซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ แต่มั่นคงอย่าง CRINK+ (จีน รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือ และคิวบา) สิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อของหลายคนคือ “ความทนทานต่อวิกฤตทรัพยากร” หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หลายคนอาจมองว่าจีนจะบอบช้ำที่สุด ทว่าในความเป็นจริง จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึง 80-90% ทำให้มีอำนาจต่อรอง (Leverage) สูง รัสเซียก็ส่งพลังงานให้จีนอย่างต่อเนื่อง และจีนยังมีสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ 90-120 วัน พร้อมด้วยถ่านหินและพลังงานแสงอาทิตย์ ในทางกลับกัน สหรัฐฯ เองก็เป็นผู้ส่งออกพลังงาน (Energy Exporter) จึงได้รับผลกระทบจำกัด

               บทสรุปที่น่าตกใจ คือ ผู้ชนะเปรียบเทียบ (Relative Winners) ในเกมพลังงานนี้คือ จีนและรัสเซีย ส่วนผู้ที่รับเคราะห์หนักที่สุด กลับเป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้โดยตรง ซึ่งรวมถึง กลุ่มประเทศอาเซียน

               [ บันได 13 ขั้นสู่สงครามโลก: เมื่อประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยอย่างเป็นระบบ ]

               กรอบคิด (Framework) ของดาลิโอ ชี้ให้เห็นว่า การถูกลากเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบของมหาอำนาจ มักจะเดินตามรูปแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยแบ่งเป็น 13 ขั้นตอนอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าโลกได้เดินตามบันไดเหล่านี้มาถึงขั้นที่ 9 แล้ว

               1. มหาอำนาจเดิมอ่อนลงเทียบกับมหาอำนาจที่กำลังขึ้น: กำลังของทั้งสองฝ่ายเริ่มใกล้เคียงกัน และเริ่มท้าทายกันในมิติเศรษฐกิจและการทหาร (เห็นได้จาก US-China Trade War) ✅

               2. สงครามเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น: มีการใช้มาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) และการปิดล้อมทางการค้า (Trade Blockades) อย่างชัดเจน (เช่น การคว่ำบาตรรัสเซีย) ✅

                3. การก่อตัวของพันธมิตรชัดเจน: มีการรวมกลุ่มทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และอุดมการณ์ (เช่น การแบ่งขั้วของ NATO กับ จีน-รัสเซีย) ✅

                4. สงครามตัวแทน (Proxy War) เพิ่มขึ้น: มหาอำนาจหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง แต่สนับสนุนคู่ขัดแย้งในพื้นที่อื่น (เช่น สมรภูมิยูเครน) ✅

                5. วิกฤตทางการเงินพุ่งสูง: หนี้สิน การขาดดุล และความเครียดทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะมหาอำนาจที่ขยายขอบเขตอิทธิพลมากเกินไป (หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 36 ล้านล้านดอลลาร์) ✅

                6. รัฐบาลเข้าควบคุมห่วงโซ่อุปทาน: รัฐเริ่มแทรกแซงและควบคุมอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง (เช่น กฎหมาย CHIPS Act ของสหรัฐฯ ที่คุมเข้มเซมิคอนดักเตอร์) ✅

                7. เส้นทางค้าขายถูกใช้เป็นอาวุธ (Trade Chokepoints Weaponized): จุดยุทธศาสตร์ทางการค้าถูกนำมาใช้ต่อรองทางทหาร (เช่น สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง) ✅

                8. เทคโนโลยีสงครามใหม่ถูกสะสม: มีการเร่งสร้างและสะสมอาวุธยุคใหม่ (เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก และโดรนทางทหารนับล้านลำ) ✅

               9. สงครามหลายสมรภูมิเกิดพร้อมกัน: เรย์ ดาลิโอ ระบุว่าปัจจุบันเรากำลังยืนอยู่บนขั้นบันไดนี้ รัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-ฮามาส-อิหร่าน, และวิกฤตการณ์ย่อยอื่นๆ กำลังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ✅

                10. รัฐบาลเรียกร้องความจงรักภักดีและปิดปากฝ่ายค้าน: รัฐใช้ข้ออ้างของสภาวะสงครามเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ บีบให้สังคมต้องเลือกข้าง เพราะ “บ้านที่แตกแยก ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้”

               11. มหาอำนาจรบกันโดยตรง: ความขัดแย้งขยายตัวจนเกิดการปะทะกันทางการทหารโดยตรงระหว่างชาติมหาอำนาจ

               12. มาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจขั้นสุดยอด: รัฐบาลขึ้นภาษีอย่างหนัก กู้หนี้มหาศาล พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบ ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและการไหลเวียนของเงินทุน หรือแม้กระทั่งปิดตลาดทุนชั่วคราว

               13. ฝ่ายหนึ่งชนะและออกแบบระเบียบโลกใหม่: สงครามสิ้นสุดลง ผู้ชนะจะสถาปนากฎเกณฑ์และโครงสร้างอำนาจโลกขึ้นมาใหม่ตามที่ตนเองต้องการ

              [ จุดเปราะบาง: การขยายอิทธิพลเกินตัวและความอดทนต่อบาดแผล ]

               ประวัติศาสตร์สอนว่า มหาอำนาจที่ขยายอาณาเขตเกินกำลัง (Overextend) มักล้มเหลวเมื่อต้องรบหลายแนวรบพร้อมกัน ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพราว 750-800 แห่งในกว่า 70-80 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่จีนมีเพียง 1 แห่ง ทุกสายตาของชาติพันธมิตรในเอเชีย (เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์) กำลังจับจ้องว่าสหรัฐฯ จะจัดการกับความวุ่นวายในตะวันออกกลางและยุโรปได้จริงหรือไม่ หากผลลัพธ์ออกมาเชิงลบ การเปลี่ยนขั้วอำนาจในเอเชียย่อมเกิดขึ้น

               นอกจากนี้ ผู้ชนะสงครามไม่ได้วัดกันที่ “ความแข็งแกร่ง” แต่วัดที่ “ใครทนความเจ็บปวดได้นานกว่ากัน” บทเรียนจากเวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถาน สะท้อนชัดเจนว่าแม้สหรัฐฯ จะมีกำลังรบเหนือกว่า แต่ระบอบประชาธิปไตยมีจุดอ่อนตรงที่ “ความอดทนของประชาชนมีจำกัด” ยิ่งเมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจลุกลามและใกล้รอบการเลือกตั้ง แรงกดดันทางการเมืองภายในจะกลายเป็นจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด

               [ 5 แนวรบกับความน่าจะเป็นใน 5 ปีข้างหน้า และระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ]

               เรย์ ดาลิโอ ประเมินว่ามีโอกาสสูงกว่า 50% ที่ความขัดแย้งจะลุกลามใน 5 แนวรบหลัก ได้แก่
               1. สหรัฐฯ – อิหร่าน: เกิดขึ้นแล้วและกำลังทวีความรุนแรง
               2. เกาหลีเหนือ: โอกาสเกิด 40-50%
               3. รัสเซีย – NATO: โอกาสลุกลามออกนอกยูเครน 30-40%
               4. จีน – ไต้หวัน – สหรัฐฯ: โอกาส 30-40% (จุดเสี่ยงสูงสุดประเมินไว้ในช่วงปี 2028)
               5. ทะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์ – จีน – สหรัฐฯ): โอกาส 30%

               โลกได้ก้าวออกจากระเบียบกติกาหลังปี 1945 ไปสู่ยุค Might is Right (ใครแกร่งกว่าคือผู้ชนะ) ไม่มีมหาอำนาจเดี่ยวที่สามารถบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างเด็ดขาดอีกต่อไป ผลพวงที่ตามมาคือความขัดแย้งจะเพิ่มขึ้น และประเทศที่เคยหลบอยู่ใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ จะเริ่มขวนขวายหาอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตนเอง

               #ภาพสะท้อนทิ้งท้าย: อย่าให้ความชินชาบังตา
                  สิ่งหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวท่ามกลางวิกฤตนี้คือ “ท่าทีของตลาดทุน” ตลาดหุ้นและการลงทุนทั่วโลกยังคงตอบสนองราวกับว่าความขัดแย้งเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและทุกอย่างจะกลับมาปกติได้โดยง่าย ความคุ้นชินต่อข่าวสงครามยูเครนและตะวันออกกลางกำลังทำให้เรากลายเป็นกบในหม้อต้มที่ชาชินต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น

               เรย์ ดาลิโอ ไม่ได้คาดคั้นให้เราตื่นตระหนกหรือเทขายสินทรัพย์ทั้งหมด แต่สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือ โครงสร้าง 13 ขั้นนี้คือ “พิมพ์เขียวของประวัติศาสตร์” หน้าที่ของเราคือการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันไปทาบทามกับโครงสร้างนี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจวางแผนอนาคตด้วยความตระหนักรู้ บนพื้นฐานของความจริงที่ว่า โลกใบเก่าที่เรารู้จัก อาจไม่หวนกลับมาอีกแล้ว

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน