ถอดรหัสยุทธการ “กองเรือเงา” รัสเซียฝ่าช่องแคบอังกฤษ… การประจันหน้าทางทหาร หรือ สงครามจิตวิทยา? /โดย ดร.Force

403498

      เหตุการณ์กองเรือรบรัสเซียนำโดยเรือฟริเกต Admiral Grigorovich คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรผ่านช่องแคบอังกฤษ (English Channel) ในช่วงวันที่ 8-9 เมษายน 2026 ถือเป็นหนึ่งในจุดตัดที่แหลมคมที่สุดของภูมิรัฐศาสตร์โลกในขณะนี้ ข่าวที่ออกมาระบุถึงการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรืออังกฤษ และกองเรือรัสเซีย รวมถึงข่าวลือเรื่องการใช้หน่วยรบพิเศษเข้ายึดเรือ

               อย่างไรก็ตาม หากเราลอกเอาเปลือกของความตื่นเต้นและวาทกรรมทางการเมืองออก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ใครหักหน้าใคร” แต่เป็นหมากรุกกระดานใหญ่ที่ซ้อนทับกันระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ สงครามเศรษฐกิจ และปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) ซึ่งสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ได้ดังนี้ครับ

               1. ความจริงใต้ผืนน้ำ: กฎหมายทะเล (UNCLOS) กับ สิทธิการผ่านแดน การที่สื่อฝั่งโปรยึดถือว่ารัสเซีย “หักหน้า” อังกฤษที่ทำได้เพียงแค่ส่งเรือ RFA Tideforce และ HMS Mersey คอย “เฝ้าดู” นั้น ในความเป็นจริงเชิงยุทธวิธี นี่คือ ขั้นตอนปฏิบัติการมาตรฐาน (Standard Operating Procedure) ของกองทัพเรืออังกฤษและนาโต้ครับ

               ช่องแคบอังกฤษถือเป็นช่องแคบระหว่างประเทศ (International Strait) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเรือทุกลำ รวมถึงเรือรบและเรือสินค้าที่ถูกคว่ำบาตร มี สิทธิการผ่านช่องแคบ (Right of Transit Passage) ตราบใดที่แล่นผ่านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ไม่ได้แวะจอดเทียบท่าหรือทำกิจกรรมที่คุกคามรัฐชายฝั่ง การที่อังกฤษไม่ส่งทหารขึ้นไปยึดเรือกลางทะเล ไม่ใช่เพราะ “ความขลาดกลัว” แต่เป็นการหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเสียเอง ซึ่งรัสเซียทราบช่องโหว่ทางกฎหมายข้อนี้เป็นอย่างดี และจงใจใช้มันเป็นเวทีแสดงสัญลักษณ์

               2. วาทกรรมทางการเมือง vs. ความเป็นจริงทางการทหาร คำขู่ของรัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ประกาศจะจัดการกับ “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ด้วยมาตรการเด็ดขาด รวมถึงการอ้างถึงขีดความสามารถของหน่วยรบพิเศษอย่าง SBS/SAS นั้น เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวต่อฐานเสียงในประเทศและพันธมิตรตะวันตก แต่ในความเป็นจริงทางการทหาร การส่งกำลังพลขึ้นบุกยึด (Boarding) เรือสินค้าที่มีเรือรบของรัฐชาติ (State-owned Warship) ติดอาวุธปล่อยนำวิถีคุ้มกันอยู่ ถือเป็น “การกระทำอันเป็นปรปักษ์ หรือ พฤติการณ์สงคราม (Act of War)” ซึ่งมีสิทธิยกระดับกลายเป็นการปะทะด้วยกระสุนจริงระหว่างรัสเซียและนาโต้ทันที นี่คือเส้นแดงที่ผู้นำอังกฤษรู้ดีว่าไม่ควรข้าม การขยับของรัสเซียครั้งนี้จึงเป็นการ “Call Bluff” หรือเกทับคำขู่ของอังกฤษ เพื่อพิสูจน์ว่าชาติตะวันตกไม่กล้าแลกด้วยการนองเลือดเพียงเพื่อหยุดน้ำมันไม่กี่ล้านบาร์เรล

               3. ปฏิบัติการข่าวสาร (InfoOps): สานต่อภาพลักษณ์ “ผู้ท้าทายตะวันตก” การใช้สื่อกระจายข่าวว่ากองเรือรัสเซียสามารถ “ฝ่าด่าน” โดยที่อังกฤษทำได้แค่มอง เป็นผลสัมฤทธิ์ชั้นเลิศในสงครามจิตวิทยาของวลาดิเมียร์ ปูติน รัสเซียต้องการส่งข้อความ 3 ทางคือ
                    – ถึงยุโรป: มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของตะวันตกนั้นไร้ผล และไม่สามารถหยุดยั้งรายได้ของรัสเซียได้
                    – ถึงลูกค้าพลังงาน (เช่น ในเอเชีย): มอสโกมีความพร้อมและเจตจำนงทางการทหารที่จะปกป้องสายโซ่อุปทานพลังงานของตน ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้า
                    ‐ ถึงประชาชนรัสเซีย: ภาพจำของการท้าทายอดีตมหาอำนาจทางทะเลอย่างอังกฤษกลางลานหน้าบ้านของพวกเขาเอง ช่วยปลุกกระแสชาตินิยมและกลบเกลื่อนปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ

               4. ภัยคุกคามอสมมาตร: หมากเด็ดที่ซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในรายงานฉบับนี้ ไม่ใช่เรือฟริเกตหรือเรือน้ำมันบนผิวน้ำ แต่คือ “เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” การเคลื่อนไหวของเรือชั้น Kilo หรือ Akula บริเวณแอตแลนติกเหนือและช่องแคบ เป็นภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ของจริง เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดตัดของ โครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล (Undersea Infrastructure) เช่น สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตข้ามทวีป และท่อส่งก๊าซ  การส่งเรือดำน้ำมาป้วนเปี้ยน คือการส่งสัญญาณขู่ทางอ้อม (Deterrence) ว่าถ้านาโต้กล้าใช้กำลังกับเรือน้ำมันของรัสเซีย รัสเซียก็มีขีดความสามารถที่จะตัดสายเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและการสื่อสารของยุโรปให้เป็นอัมพาตได้เช่นกัน

403499

              บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: หมดยุคการทูตเรือปืน เข้าสู่ยุคสงครามไฮบริด

               เหตุการณ์ในช่องแคบอังกฤษเดือนเมษายน 2026 เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า มาตรการคว่ำบาตรแบบดั้งเดิมกำลังเสื่อมมนต์ขลัง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐที่มีกำลังทหารพร้อมท้าทาย รัสเซียเดินหมากนี้ได้อย่างชาญฉลาดโดยใช้ประโยชน์จากกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ตะวันตกต้องยึดถือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน

               [สิ่งที่ชาติตะวันตกต้องปรับตัว]
               การแก้ปัญหา “กองเรือเงา” จะไม่สามารถจบลงด้วยสไตล์หนังแอคชั่นฮอลลีวูดที่ส่งหน่วยรบพิเศษโรยตัวลงบนดาดฟ้าเรือ แต่สงครามหลังจากนี้จะถูกตัดสินกันที่ “สงครามเศรษฐกิจเชิงลึก” เช่น การกดดันบริษัทประกันภัยทางทะเลทั่วโลก การคว่ำบาตรประเทศที่สาม (Secondary Sanctions) ที่ให้เรือเหล่านี้เทียบท่า หรือการปิดกั้นธุรกรรมทางการเงิน ตราบใดที่ชาติตะวันตกยังไม่กล้ายกระดับไปสู่ความขัดแย้งทางทหารโดยตรง รัสเซียก็จะยังคงทดสอบเส้นแบ่งความอดทนนี้ต่อไป และช่องแคบอังกฤษก็จะเป็นเวทีประลองกำลัง (Show of Force) เช่นนี้ไปอีกนานครับ

 

ที่มา: น อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน