รัฐบาลทั่วโลกกำลังเล่น “เกมเงินเฟ้อ” เพื่อล้างหนี้… และทำไมเราถึงต้องรู้ทัน /โดย: ดร.Force

394715

     สัญญาณเตือนภัยในตลาดการเงินโลกกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตัวเลขอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ อังกฤษ หรือญี่ปุ่น พุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนกระดานหุ้น แต่มันคือสัญญาณว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” และรัฐบาลทั่วโลกอาจกำลังเตรียมใช้ไม้ตายเก่าแก่ นั่นคือการปล่อยให้ “เงินเฟ้อ” เป็นเครื่องมือล้างหนี้

               1. สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: หนี้มหาศาล และ เพดานของดอกเบี้ย ​มรดกตกทอดจากวิกฤตการณ์โควิด-19 คือการขยายขนาดงบดุลของธนาคารกลางและการก่อหนี้สาธารณะขนานใหญ่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้นในระดับวิกฤต (สหรัฐฯ ขยับขึ้นไปเหนือ 120%, ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นก็อยู่ในสภาวะตึงตัวไม่แพ้กัน)

​              เมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น (สหรัฐฯ ~4.3%, อังกฤษ ~4.8%, เยอรมนี ~3.0%, ญี่ปุ่น ~2.3%) สิ่งที่ตามมาคือ “ภาระดอกเบี้ยจ่าย” ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หากธนาคารกลางเลือกใช้ตำรา เศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ นั่นคือการ “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” รัฐบาลกลางจะเผชิญกับภาวะล้มละลายทางการคลัง (Fiscal Insolvency) ทันที เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินจะถูกดูดซับไปกับการชำระดอกเบี้ย แทนที่จะนำไปลงทุนพัฒนาประเทศ ​คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ตามมาคือ หากการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อคือการฆ่าตัวตายทางการคลัง รัฐบาลจะหาทางออกอย่างไร?

               2. ทางออกที่เงียบเชียบ: ให้เงินเฟ้อกัดกินมูลค่าหนี้ เมื่อสู้เงินเฟ้อตรงๆ ไม่ได้ รัฐบาลจึงมักหันไปใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “การกดขี่ทางการเงิน” (Financial Repression) พูดภาษาชาวบ้านคือ การกดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ลองจินตนาการภาพตามง่ายๆ ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ของแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) ปีละ 6% แต่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรเราแค่ 3% แปลว่าเงินของเรากำลังมีค่าลดลง 3% ทุกปี ในทางกลับกัน หนี้ก้อนโตที่รัฐบาลกู้มาก็จะมีมูลค่าที่แท้จริง “ลดลง” 3% ทุกปีเช่นกัน นี่คือวิธีทำให้หนี้ของรัฐบาลถูกลง… ด้วยการทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนด้อยค่าลงนั่นเอง

              ​3. บทเรียนจากประวัติศาสตร์ สู่ความเปราะบางในโลกยุค 2026 ​งานวิจัยชิ้นสำคัญของ IMF (Reinhart & Sbrancia, 2011) ระบุชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เคยใช้กลยุทธ์ Financial Repression อย่างหนักหน่วงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1945-1980) เพื่อลดสัดส่วนหนี้สาธารณะจาก 120% ให้เหลือเพียง 30% ของ GDP ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของ Paul Volcker ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ที่ต้องหักดิบขึ้นดอกเบี้ยถึง 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก ​อย่างไรก็ตาม บริบททางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปี 2026 มีความซับซ้อนและเปราะบางกว่าในอดีต

                      1) ​โครงสร้างหนี้ไร้พรมแดน: พันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ถูกถือครองโดยคนในประเทศเท่านั้น แต่นักลงทุนต่างชาติและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ทั่วโลกถือครองอยู่มหาศาล

                      2) ​ความรวดเร็วของเงินทุน (Velocity of Capital): หากกลไกการปล่อยเงินเฟ้อทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เงินทุนสามารถไหลออก (Capital Flight) ได้ในเสี้ยววินาที นำไปสู่วิกฤตค่าเงินพังทลายอย่างรวดเร็ว

​              4. ข้อพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์และการปรับตัวของนักลงทุน ​หากโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคของการปล่อยเงินเฟ้อ” (Inflation Stage) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มูลค่าของเงินตราแบบ Fiat Currency และสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ (เช่น พันธบัตรระยะยาว) จะมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกด้อยค่า
​กระแสเงินทุนระดับโลก (Global Capital Flow) จะเริ่มปรับสมดุลใหม่ โดยพุ่งเป้าไปที่ “สินทรัพย์ที่มีอยู่จริง” (Real Assets) หรือ Hard Assets ที่มีอุปทานจำกัดและต้านทานการเสื่อมค่าของเงินได้ อาทิ

                    1) ​ทองคำ (Gold): ในฐานะสกุลเงินสำรองที่ปราศจากความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (No Counterparty Risk)
                    2) ​กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ (Energy & Commodities): ปัจจัยพื้นฐานในการผลิตที่ราคาสามารถปรับตัวขึ้นตามหรือนำหน้าเงินเฟ้อ
                    3) ​อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): เฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งสามารถสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นและส่งผ่านต้นทุนค่าเช่าได้

               [ บทสรุป ]

               วิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษนี้ อาจไม่ได้จบลงด้วยการล้มละลายของรัฐบาลอย่างฉับพลัน แต่จะมาในรูปแบบของ “การค่อยๆ ละลาย” ผ่านเงินเฟ้อ เกมการเงินโลกกำลังถูกเซ็ตหยดใหม่ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเอาตัวรอดด้วยการทำให้หนี้ของตนถูกลง และทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนด้อยค่าลง ​ประเด็นสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้กำหนดนโยบาย องค์กร และนักลงทุนต้องฉุกคิดตั้งแต่วันนี้ คือท่ามกลางกระดานแห่ง Financial Repression นี้… เราได้วางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของเราไว้ถูกฝั่งของเกมแล้วหรือยัง?

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน