สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ประกอบด้วย พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พันตำรวจตรี สุทศธวรรศ อารีย์รัตนะนคร และร้อยตำรวจ เอกเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พลตำรวจตรี สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะให้การต้อนรับ
จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการพบ ผู้ค้ามาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือนมีนาคมมีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมจึงให้มีการตรวจสอบขยายผลต่อไปว่าเป็นกรณีที่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกถึงเจ็ดปีหรือไม่ หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา “ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือ มีแล้วแต่ปฏิเสธการขายหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคมในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน หากพบความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ และจะดำเนินคดีในทุกมิติ และถ้าหากพบมีการกระทำความผิดเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดี ฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป” พลตำรวจโท รุทธพลฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ที่มา PR กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–





เรื่องน่าอ่าน
อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดีพนันออนไลน์ – ฟอกเงินข้ามชาติ ผู้ต้องหา “นารีรัตน์ กับพวก” โยงเครือข่ายนักการเมืองระดับประเทศ ทุกข้อหาตามความเห็น DSI
DSI จับผู้ต้องหาร่วมกระทำผิดกับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด ร้อยละ 2,000 ต่อปี
รอยร้าวแสนล้านที่เอกวาดอร์ สู่ 7 เมกะโปรเจกต์ไทย — เมื่อ “สินบน” และ “ความหละหลวม” ผลักภาระสู่คนรุ่นหลัง /โดย: ดร.Force
1,640 ล้านบาทกับ “TH-AI Passport” รัฐคิดแทนประชาชน หรือผลประโยชน์แฝง?
DSI รวบแม่ค้าลูกชิ้นทอดรับจ๊อบเสริมเป็นบัญชีม้าให้แก๊งใบขับขี่ปลอมออนไลน์
สยามอะเมซิ่งพาร์ค จัดให้ตามคำเรียกร้อง!!! วัยทำงาน เที่ยวฟรี!! 30 พ.ค. – 3 มิ.ย.นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
“วัชรพล-สุภา“ อดีต ป.ป.ช.ไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาบิ๊กป้อม ศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 พิพากษาจำคุก 3 ปี
ปรากฏการณ์ FDI ทะลัก: เมื่อไทยกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก /โดย: Dr.Force