สมรภูมิกลืนทรัพย์ : การวิเคราะห์สงครามอสมมาตรระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ผ่านปริซึมของความยั่งยืนทางสรรพาวุธ /โดย: ดร.Force

369041

    ความขัดแย้งทางอาวุธในยุคปัจจุบันได้ก้าวข้ามขอบเขตของการปะทะทางยุทธวิธี ไปสู่สงครามแห่งการบั่นทอนทรัพยากร (War of Attrition)

               ข้อมูลจากรายงานของสถาบัน RUSI (Royal United Services Institute) ที่ระบุถึงสถานการณ์ใน 16 วันแรกของสงครามอิหร่าน ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ใหม่ของ “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) อย่างชัดเจน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความเปราะบางของกองกำลังพันธมิตรสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งแม้จะมีความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญกับวิกฤตความไม่ยั่งยืนทั้งในมิติทางเศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกันนี้ บทความยังได้ถอดบทเรียนเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับหน่วยงานความมั่นคงของไทย ในการปรับกระบวนทัศน์การป้องกันประเทศ ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตนเอง รองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เน้นปริมาณและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ทหารในอนาคต

              1. เศรษฐศาสตร์แห่งความอสมมาตร: ต้นทุนที่แลกมาด้วยความสูญเปล่า สงครามอสมมาตรในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงความแตกต่างของขนาดกองทัพ แต่คือ “ความอสมมาตรของต้นทุน” (Cost Asymmetry)

               ตัวเลขการใช้อาวุธปล่อยและกระสุนนำวิถีกว่า 11,294 นัด มูลค่ารวมสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 16 วัน (เฉลี่ย 1.6 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน) เป็นอัตราการผลาญงบประมาณที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ “ต้นทุนแฝง” ในการเติมคลังแสง (Replenishment) ที่พุ่งสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจสงครามที่ดันราคาการผลิตให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัว

               ความสูญเปล่านี้เห็นได้ชัดเจนจากยุทธวิธีการป้องกันภัยทางอากาศ การที่สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธระดับสูงอย่าง Patriot ถึง 8 ลูก เพื่อสกัดกั้นโดรนกามิกาเซ่ราคาถูกเพียงตัวเดียว คือภาพสะท้อนของการใช้เครื่องมือที่ผิดขนาด (Overkill) เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สูญไปกับขีปนาวุธสกัดกั้น กับกระสุนปืนต่อต้านอากาศยานระบบ C-RAM จำนวนกว่า 5 แสนนัดที่ใช้เงินเพียง 25 ล้านดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าระบบป้องกันระยะประชิดที่ราคาถูกกว่า กลับให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าในสงครามลักษณะนี้

               2. วิกฤตคลังแสงร่อยหรอ (The Magazine Abyss) และขีดจำกัดทางอุตสาหกรรม ชัยชนะในสมรภูมิยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “อำนาจการครองอากาศ” (Command of the Air) เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดย “อำนาจในการเติมคลัง” (Command of the Reload)

               ข้อมูลคาดการณ์ที่ว่าระบบสกัดกั้นสำคัญอย่าง THAAD, ATACMS ของสหรัฐฯ และ Arrow ของอิสราเอล จะหมดลงภายในระยะเวลาไม่ถึง 30 วัน (หรือไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคม) ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนร้ายแรงของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศชาติตะวันตก การผลิตในยามสงบ (Peacetime Production) ไม่สามารถตอบสนองอัตราการยิงในยามสงครามได้ ตัวอย่างเช่น ขีปนาวุธ Tomahawk 500 ลูกที่ถูกยิงออกไป ต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการผลิตทดแทนด้วยกำลังการผลิตปัจจุบัน

               สถานการณ์นี้ทำให้อิหร่านสามารถใช้ยุทธวิธี “ทลายคลังแสง” โดยการส่งโดรนและขีปนาวุธระลอกแรกจำนวนมหาศาลเพื่อบังคับให้พันธมิตรต้องใช้ระบบสกัดกั้นราคาแพงจนหมด ก่อนที่จะทำการโจมตีด้วยอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าในภายหลัง

               3. ความเสื่อมถอยของระบบตรวจจับ (Sensor Degradation) และผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ความอสมมาตรอีกประการหนึ่งคือ “ความแม่นยำ” การที่สถานีเรดาร์และดาวเทียมของพันธมิตร 12 แห่งถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ Kill Chain (กระบวนการค้นหาและทำลายเป้าหมาย)

               เมื่อระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) มีความแม่นยำลดลง กองกำลังป้องกันจึงต้องชดเชยด้วยการยิงขีปนาวุธสกัดกั้นแบบปูพรม ซึ่งเป็นที่มาของสถิติการใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น 10-11 ลูกต่อเป้าหมาย 1 เป้าหมาย นี่คือปรากฏการณ์ที่เทคโนโลยีระดับสูงถูกลดทอนประสิทธิภาพลงด้วยการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล

               4. ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก: จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์ สงครามครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลาง แต่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างแยกไม่ออก การเติมคลังกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์จำเป็นต้องพึ่งพาแร่หายาก โดยเฉพาะแร่ทังสเตน (Tungsten) ซึ่งมีความต้องการสูงถึง 4,000 กิโลกรัมเพื่อใช้ในการผลิตทดแทน

               จุดเปราะบางที่สุดคือการที่ “จีน” ซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ครอบครองส่วนแบ่งการผลิตแร่ทังสเตนถึง 80% ของโลก หากเกิดการคว่ำบาตรทางวัตถุดิบหรือการระงับการส่งออก อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ และพันธมิตรจะเผชิญกับภาวะชะงักงันทันที ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาปรปักษ์ทางเศรษฐกิจเพื่อทำสงครามกับปรปักษ์ทางทหาร

              5. นัยยะต่อความมั่นคงของไทย: การปรับตัวสู่กระบวนทัศน์ใหม่ในการป้องกันประเทศ บทเรียนจากความสูญเปล่าและวิกฤตคลังแสงในสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” (Wake-up Call) ที่สำคัญสำหรับกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานความมั่นคงของไทย ในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เน้นปริมาณและราคาถูก ประเทศไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางใน 3 ระดับ ดังนี้

                    [1] ระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Level): การสร้างความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
                          – ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น: ไทยไม่สามารถก้าวเข้าสู่ “สงครามคนรวย” ได้ ยุทธศาสตร์การจัดหาอาวุธควรเปลี่ยนจากการทุ่มงบประมาณซื้อระบบอาวุธระดับไฮเอนด์ (High-end) เพียงไม่กี่ระบบ มาเป็นการจัดหาระบบที่มีราคาเข้าถึงได้แต่มีปริมาณเพียงพอ (Mass over Class ในบางมิติ)
                         – เร่งรัดการพึ่งพาตนเองด้านการผลิตอาวุธพื้นฐาน: ส่งเสริมบทบาทของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และภาคเอกชนไทย ในการวิจัยและผลิตกระสุนปืนใหญ่, จรวดหลายลำกล้อง, กระสุนปืนต่อต้านอากาศยาน (แบบ C-RAM) และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ภายในประเทศ เพื่อป้องกันวิกฤตห่วงโซ่อุปทานและ “คลังแสงร่อยหรอ” ในยามวิกฤต
                         – กระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน: หลีกเลี่ยงการพึ่งพาอาวุธหรืออะไหล่จากประเทศมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว เพื่อป้องกันการถูกแบล็กเมล์ทางยุทธศาสตร์หรือผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

                    [2] ระดับยุทธการ (Operational Level): การปรับโครงสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศ
                         – พัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้น (Layered Air Defense) ที่เน้นความคุ้มค่า: แทนที่จะพึ่งพาระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานระยะกลาง-ไกลราคาแพงเพียงอย่างเดียว ควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในระบบป้องกันระยะประชิด (CIWS/C-RAM) ที่ใช้กระสุนราคาถูก เพื่อรับมือกับยุทธวิธี “ฝูงโดรนกามิกาเซ่” (Drone Swarms)
                        – บูรณาการสงครามอเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare – EW): การต่อตีเป้าหมายราคาถูกที่คุ้มค่าที่สุดคือ “การไม่ใช้กระสุน” (Non-kinetic kill) กองทัพไทยควรเร่งพัฒนาระบบรบกวนสัญญาณ (Jamming) และการตัดการเชื่อมต่อของโดรนหรือขีปนาวุธ ซึ่งมีต้นทุนการใช้งานต่อครั้ง (Cost per engagement) ต่ำกว่าการยิงสกัดกั้นมาก

                    [3] ระดับยุทธวิธี (Tactical Level): การปกป้องดวงตาและเครือข่ายของกองทัพ
                         – การรักษาความอยู่รอดของระบบตรวจจับ (Sensor Survivability): จากบทเรียนที่สถานีเรดาร์ถูกทำลาย ไทยต้องปรับยุทธวิธีจากการใช้สถานีเรดาร์ขนาดใหญ่ประจำที่ (Fixed-site) ไปสู่การใช้เรดาร์เคลื่อนที่ (Mobile Radars) เครือข่ายเซนเซอร์แบบกระจายศูนย์ (Decentralized Sensors) รวมถึงการใช้เป้าลวง (Decoys) เพื่อหลอกล่อการโจมตี
                        – การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานวิกฤต (Critical Infrastructure Protection): ต้องมีการวางกำลังระบบต่อต้านอากาศยานขนาดเล็กบริเวณฐานทัพ คลังน้ำมัน คลังกระสุน และศูนย์บัญชาการอย่างหนาแน่น เพื่อป้องกันการถูกบั่นทอนกำลังรบตั้งแต่เนิ่นๆ

369042

              [บทสรุป]

              ตัวเลขและสถิติจาก 16 วันแรกของความขัดแย้ง เป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี (Technological Superiority) ไม่สามารถการันตีความยั่งยืนในสงครามยืดเยื้อได้ สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังติดกับดักของ “สงครามคนรวย” ที่ใช้ทรัพยากรมูลค่ามหาศาลซึ่งผลิตได้ช้า ไปแลกกับการโจมตีต้นทุนต่ำที่คู่แข่งสามารถผลิตและส่งมาได้เร็วกว่า

               สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า “ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดหรือไม่ แต่อยู่ที่เราสามารถยืนหยัดต่อสู้ในสงครามแห่งการบั่นทอนทรัพยากรได้นานแค่ไหนต่างหาก” การมุ่งเน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ทหาร และการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จึงเป็นเข็มทิศที่สำคัญที่สุดสำหรับกองทัพไทยในอนาคต

 

ที่มา: RUSI Over 11,000 munitions in 16 Days of the Iran War: ‘Command of the Reload’ Governs Endurance / น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน