รอยร้าวในโล่พญาอินทรี : เมื่อ “โดรนราคาถูก” ของอิหร่าน กำลังสั่นคลอนกองทัพอันดับ 1 ของโลก /โดย ดร.Force

342736

     ภาพจำของสงครามที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ มักจบลงด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ คือ การโจมตีแบบสายฟ้าแลบ รวดเร็ว แม่นยำ และจบลงด้วยชัยชนะจากเทคโนโลยีที่เหนือกว่า

               แต่การปะทะกันระลอกล่าสุดกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 กำลังทำให้โลกเห็นภาพที่ต่างออกไป นี่ไม่ใช่แค่สงครามของการวัดพลังทำลายล้าง แต่กำลังกลายเป็น “สงครามต้นทุน” (Cost Warfare) ที่สหรัฐฯ ไม่คาดคิด จากการวิเคราะห์สถานการณ์ เราสามารถถอดรหัสความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำสงครามยุคใหม่ได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

               1. จุดจบของทฤษฎีเทคโนโลยีเหนือกว่า? แม้อิหร่านจะมีงบประมาณทางทหารน้อยนิดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่งัดข้อด้วยอาวุธไฮเทคราคาแพง ในทางกลับกัน อิหร่านใช้ยุทธวิธี “ผลิตให้มาก ผลิตให้ถูก” โดยได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีบางส่วนจากจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ

                     หัวใจสำคัญคือโดรนพลีชีพอย่าง Shahed-136 ที่ต้นทุนการผลิตต่ำมาก แต่กลับบีบให้ฝ่ายป้องกันอย่างสหรัฐฯ ต้องงัดเอาขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพงระยับมาใช้ยิงทิ้ง นี่คือสมการที่ไม่คุ้มค่า ทุกครั้งที่โดรนหลักแสนบาทบินเข้ามา สหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินหลักสิบล้านในการสอยมันร่วง

              2. บททดสอบระบบป้องกันภัยที่แพงที่สุดในโลก ปริมาณมหาศาลของโดรนและขีปนาวุธราคาถูก กำลังทำให้โครงข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลางเกิดภาวะ “Overload”
                  – ฐานบัญชาการกองเรือที่ 5 ในบาห์เรนถูกโจมตี
                  – เรดาร์เตือนภัยในกาตาร์ถูกทำลาย
                  – แม้แต่ระบบเรดาร์ของ THAAD มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ในจอร์แดน ซึ่งถือเป็นระบบป้องกันขั้นสูงสุด ก็ยังถูกโจมตี

                  สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคที่ฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถในการโจมตีระยะไกลที่แม่นยำ (Precision Strike) ปริมาณที่มากพอสามารถเจาะทะลวงโล่ป้องกันที่ดีที่สุดในโลกได้

              3. เกมกระดานนี้มี “เศรษฐกิจโลก” เป็นตัวประกัน เป้าหมายของอิหร่านไม่ได้หยุดอยู่แค่ฐานทัพ แต่เล็งเป้าไปที่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ในตะวันออกกลาง การโจมตีใกล้โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ใน UAE จนต้องหยุดชะงัก คือตัวอย่างที่ชัดเจน

                     นี่คือยุทธศาสตร์ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” เพราะเมื่อพลังงานถูกคุกคาม ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้น สร้างแรงกระเพื่อมต่ออัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกโดยตรง ซึ่งจะย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อทำเนียบขาวในที่สุด

               บทสรุป: ใครจะหมดกระสุนก่อนกัน?

               คำถามสำคัญในแวดวงความมั่นคงที่วอชิงตันตอนนี้ ไม่ใช่แค่ “ใครจะชนะ” แต่คือ “คลังแสงใครจะหมดก่อนกัน” ระหว่างขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพงที่ผลิตทดแทนได้ช้าของสหรัฐฯ กับโดรนราคาถูกที่ผลิตได้แทบจะไร้ขีดจำกัดของอิหร่าน

               สงครามครั้งนี้กำลังปฏิวัติหนังสือกฎการรบระดับโลก และพิสูจน์ให้เห็นว่า ในบางครั้ง… อาวุธที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุด แต่คืออาวุธที่ทำให้ศัตรูต้องจ่ายแพงที่สุดจนล้มละลายไปเอง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน