บทนำ : สงครามข้อมูลข่าวสารและข้อจำกัดของการรับรู้
ในสงครามสมัยใหม่ การปะทะกันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังดำเนินควบคู่ไปกับสงครามในมิติของการสื่อสารและการรับรู้ ซึ่งมักเรียกรวมว่า สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้สังเกตการณ์ภายนอกต้องเผชิญกับข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองในพื้นที่สาธารณะ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล–สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน คือการที่แต่ละฝ่ายประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของตน ในขณะที่อีกฝ่ายก็อ้างความสำเร็จในการป้องกันหรือโต้ตอบเช่นกัน สถานการณ์ลักษณะนี้สะท้อนสิ่งที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า “หมอกควันแห่งสงคราม” (Fog of War) ซึ่งเป็นแนวคิดคลาสสิกของ Carl von Clausewitz ในสาขา ยุทธศาสตร์การทหาร
ภายใต้สภาพที่ข้อมูลมีความคลุมเครือเช่นนี้ วิธีการประเมินสถานการณ์ที่มีเหตุผลมากที่สุดคือการถอยออกจากกระแสข่าวเฉพาะหน้า แล้วตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า “จุดจบทางยุทธศาสตร์” (Strategic End State) ของแต่ละฝ่ายคืออะไร และการดำเนินสงครามกำลังนำไปสู่เป้าหมายนั้นหรือไม่
1. เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายรุก หากพิจารณาจากท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินการทางทหารต่อ อิหร่าน สามารถสรุปได้ในสามประเด็นหลัก ได้แก่
(1) การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ความพยายามลดหรือยุติอิทธิพลของระบอบการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของตะวันตก
(2) การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ เป้าหมายคือการยุติศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของ อิหร่าน อย่างเด็ดขาด
(3) การตัดกำลังเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค การลดบทบาทของกลุ่มพันธมิตรหรือกองกำลังตัวแทน (Proxy Forces) ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ของ อิหร่าน ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินสถานการณ์จากผลลัพธ์ที่ปรากฏจริง จะพบว่าเป้าหมายเหล่านี้ยังไม่บรรลุอย่างเด็ดขาด ระบอบการปกครองใน อิหร่าน ยังคงรักษาเสถียรภาพได้ โครงสร้างนิวเคลียร์ยังไม่ถูกทำลายอย่างเบ็ดเสร็จ และเครือข่ายพันธมิตรยังคงมีขีดความสามารถในการตอบโต้
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของการใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Carl von Clausewitz ที่มองว่าสงครามเป็น “การดำเนินนโยบายด้วยวิธีการอื่น” ดังนั้น หากเครื่องมือทางทหารไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองที่ต้องการได้ ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ก็ย่อมยังไม่เกิดขึ้น
2. ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรับในสงครามอสมมาตร ในทางตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของ อิหร่าน ไม่ได้ตั้งอยู่บนการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยตรง หากแต่เน้นที่แนวคิดของ การป้องปราม (Deterrence) และ การอยู่รอดของรัฐ (Regime Survival)
แนวทางนี้สอดคล้องกับรูปแบบของ สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งฝ่ายที่มีศักยภาพทางทหารด้อยกว่าจะใช้ยุทธวิธีที่สร้างต้นทุนสูงให้กับฝ่ายที่เหนือกว่า
องค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้แก่
[1] การใช้ภูมิประเทศที่ได้เปรียบ เช่น พื้นที่ภูเขาภายในประเทศ
[2] การควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก
[3] การใช้เครือข่ายพันธมิตรระดับภูมิภาคในการสร้างแรงกดดันหลายทิศทาง
ภายใต้ตรรกะของสงครามลักษณะนี้ “การไม่พ่ายแพ้” อาจถูกตีความว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของชัยชนะ เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่าอำนาจทางทหารของมหาอำนาจไม่สามารถบีบบังคับให้เกิดการยอมจำนนได้
3. สภาวะชะงักงันและบทบาทของตัวแสดงที่สาม เมื่อสงครามดำเนินไปจนถึงจุดที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถบรรลุชัยชนะอย่างเด็ดขาด สถานการณ์มักพัฒนาไปสู่สิ่งที่นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า “Mutually Hurting Stalemate”
แนวคิดนี้เสนอโดย I. William Zartman ซึ่งอธิบายว่า การเจรจาสันติภาพมักเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเริ่มตระหนักว่าการดำเนินสงครามต่อไปจะสร้างต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์
ในบริบทของความขัดแย้งปัจจุบัน
(1) สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ต้องเผชิญกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
(2) อิหร่าน เองก็ต้องแบกรับผลกระทบจากการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางทหาร
เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะดังกล่าว จึงมักเปิดโอกาสให้ ตัวแสดงที่สาม (Third-Party Actors) เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย เช่น
1) จีน
2) รัสเซีย
3) หรือกลุ่มประเทศที่วางตัวเป็นกลาง
บทบาทของคนกลางเหล่านี้คือการสร้าง “ทางลงทางการเมือง” (Political Off-Ramp) ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถยุติความขัดแย้งโดยไม่สูญเสียศักดิ์ศรีทางยุทธศาสตร์มากเกินไป
บทสรุป
การวิเคราะห์สงครามผ่านกรอบของ จุดจบทางยุทธศาสตร์ (Strategic End State) ช่วยให้สามารถมองทะลุผ่านกระแสข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามได้
ในกรณีของความตึงเครียดระหว่าง อิสราเอล–สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจไม่ใช่ชัยชนะทางทหารแบบเบ็ดเสร็จของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากการเผชิญหน้าทางทหารไปสู่การต่อรองทางการทูต
ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างรัฐจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า สงครามที่เริ่มต้นด้วยกำลังทหาร มักจบลงด้วยการเจรจาทางการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้นทุนของการสู้รบสูงกว่าต้นทุนของการประนีประนอม
ดังนั้น การทำความเข้าใจสงครามจึงไม่อาจมองเพียงชัยชนะในสนามรบ แต่ต้องพิจารณาถึงโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนด “จุดจบที่แท้จริงของสงคราม” ด้วยเช่นกันครับ
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–



เรื่องน่าอ่าน
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์แบตเตอรี่โลก : สงครามยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนครองเบ็ดเสร็จ และก้าวต่อไปสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต /โดย ดร.Force
สยามอะเมซิ่งพาร์ค ชวนเที่ยวฟรี!!! ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” และ ผู้ได้รับสิทธิ์ “ ไทยช่วยไทยพลัส” 11 มิ.ย. – 5 ก.ค. นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี เดินหน้าสร้างความร่วมมือภาคการศึกษา พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่
DSI ส่งสำนวนฟ้อง 70 ผู้ต้องหา คดีฮั้วประมูลถนนนครปฐม โยงคดี “กำนันนก”
DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี