สองมาตรฐานนิวเคลียร์ “เกาหลีเหนือ – อิหร่าน” ภาพสะท้อนวาระซ่อนเร้นเพื่อรักษาเงินสกุลดอลลาร์และดุลอำนาจโลก /โดย: ดร.Force

1994350

    หากเรามองความขัดแย้งบนเวทีโลกผ่านเลนส์ของสื่อกระแสหลัก ข้ออ้างที่ทรงพลังที่สุดในการคว่ำบาตรหรือเตรียมใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงประเทศใดประเทศหนึ่ง มักหนีไม่พ้นคำว่า “การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” และ “ภัยคุกคามต่อสันติภาพ”

               แต่หากข้ออ้างนี้เป็นเจตจำนงที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกา คำถามตัวโตที่โลกต้องถามคือ เหตุใดวอชิงตันจึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารกับ “เกาหลีเหนือ” อย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เปียงยางทดสอบขีปนาวุธรัวๆ และมีหัวรบนิวเคลียร์พร้อมใช้งานจริง ในขณะที่ “อิหร่าน” ซึ่งยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองหรือไม่ กลับถูกบีบคั้นและตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอยู่ตลอดเวลา? ความย้อนแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า “นิวเคลียร์” เป็นเพียงวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) และฉากหน้าทางการเมือง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงในการจัดการกับอิหร่าน มีเดิมพันที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการต่อลมหายใจให้ “เปโตรดอลลาร์” (Petrodollar) และการตัดแขนตัดขาเครือข่ายพันธมิตรขั้วใหม่อย่าง จีนและรัสเซีย

              1. ปริศนาเกาหลีเหนือ: ทำไมสหรัฐถึงทำเป็นตาบอด? การทำความเข้าใจวาระซ่อนเร้นในอิหร่าน ต้องเริ่มจากการมองทะลุกรณีของเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือคือรัฐที่ประกาศตัวชัดเจนว่ามีอาวุธมหาประลัย แต่สหรัฐฯ เลือกใช้เพียงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการซ้อมรบข่มขู่ โดยไม่กล้าจุดชนวนสงครามแตกหัก เหตุผลเชิงประจักษ์มี 2 ประการ

                    1.1 ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไป เกาหลีเหนือมีปืนใหญ่และจรวดนับหมื่นกระบอกที่จ่อเล็งกรุงโซลของเกาหลีใต้ รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น หากเกิดสงคราม ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกและพันธมิตรหลักจะพินาศในพริบตา

                    1.2 ไม่มีทรัพยากรที่คุกคามระบบดอลลาร์ นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เกาหลีเหนือไม่มี “น้ำมัน” ไม่ได้เป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานของโลก และไม่ได้มีศักยภาพพอที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน อิหร่านไม่ได้มีแต่นิวเคลียร์ (ที่ยังเป็นวาทกรรม) แต่อิหร่านนั่งทับบ่อน้ำมันมหาศาล และตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถบีบหลอดเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลกได้

               2. ปฏิบัติการกู้ชีพ “เปโตรดอลลาร์” (The Petrodollar Resuscitation) รากฐานความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ผูกติดอยู่กับข้อตกลงที่ว่า “การซื้อขายน้ำมันทั่วโลกต้องใช้เงินดอลลาร์” สิ่งนี้ทำให้สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมาได้มหาศาลโดยที่ความต้องการดอลลาร์ในตลาดโลกยังคงอยู่  ทว่า ปัจจุบัน อิหร่านได้กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการเข้าร่วมกลุ่ม BRICS และพยายามผลักดันการซื้อขายน้ำมันด้วยสกุลเงินอื่น (De-dollarization) หากการกระทำนี้สำเร็จและลุกลามไปถึงประเทศผู้ค้าน้ำมันอื่นๆ ระบบเปโตรดอลลาร์จะพังทลาย เงินดอลลาร์จะไหลกลับประเทศและเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในสหรัฐฯ ดังนั้น การใช้ข้ออ้างเรื่อง “การสกัดกั้นนิวเคลียร์” เพื่อเข้าไปโจมตี เปลี่ยนระบอบ (Regime Change) หรือทำให้อิหร่านอ่อนแอลงขั้นสุด จึงเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการรักษาสถานะของดอลลาร์ บังคับให้โลกต้องกลับมาคุกเข่าพึ่งพา ‘กระดาษสีเขียว’ ต่อไป

               3. ตอกลิ่มทลายสามเหลี่ยมมหาอำนาจ “จีน-รัสเซีย-อิหร่าน” ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน อิหร่านคือ “ข้อต่อ” ที่เชื่อมโยงอำนาจของปักกิ่งและมอสโกเข้าด้วยกัน

                     3.1 สำหรับจีน – อิหร่านคือ “ปั๊มน้ำมันหลังบ้าน” ที่คอยส่งออกน้ำมันราคาถูก นอกระบบดอลลาร์ เพื่อหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนให้แข่งขันกับสหรัฐฯ ได้

                     3.2 สำหรับรัสเซีย – อิหร่านคือ “โรงงานผลิตอาวุธ” โดยเฉพาะโดรนกามิกาเซ่ราคาถูก ที่ช่วยให้รัสเซียสามารถยืนหยัดในสงครามยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง การที่สหรัฐฯ หรืออิสราเอล (ในฐานะตัวแทนของชาติตะวันตกในตะวันออกกลาง) มุ่งเป้าโจมตีอิหร่าน จึงเป็นการทำสงครามเชิงยุทธศาสตร์แบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว” เพราะนอกจากจะจัดการศัตรูในภูมิภาคได้แล้ว ยังเป็นการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยงพลังงานของจีน” และ “ทำลายสายส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย” โดยที่วอชิงตันไม่ต้องเปิดศึกสายตรงกับมหาอำนาจทั้งสองให้เสี่ยงต่อสงครามโลก

               4. การคุมจุดสกัด (Chokepoints) แห่งอำนาจ ความน่ากลัวอีกประการของอิหร่านคือเครือข่ายนักรบตัวแทน (Axis of Resistance) และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเปรียบเสมือนลำคอหอยที่น้ำมันโลกกว่า 20% ต้องไหลผ่าน กลุ่มติดอาวุธอย่างฮูตีได้พิสูจน์แล้วว่า เพียงใช้อาวุธราคาถูกที่อิหร่านสนับสนุน ก็สามารถปิดล้อมทะเลแดง และดันให้ค่าขนส่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นได้ การจัดการกับอิหร่านที่ต้นทาง จึงเป็นการทวงคืนอำนาจควบคุมเส้นทางการค้าโลกกลับมาไว้ในมือของสหรัฐฯ อีกครั้ง

1994351

               บทสรุป: เมื่อ “ข้ออ้างนิวเคลียร์” ซ่อน “สงครามเศรษฐกิจ”

               ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศที่ไร้ความปรานี อาวุธทำลายล้างที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่นิวเคลียร์ที่ยังสร้างไม่เสร็จในกรุงเตหะราน แต่มันคือ “ระบบการเงิน” ที่บีบบังคับให้ประเทศต่างๆ ต้องปฏิบัติตาม การเปรียบเทียบระหว่างเกาหลีเหนือและอิหร่าน ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่เปิดฉากสงครามเพียงเพราะประเทศใดประเทศหนึ่งมีอาวุธมหาประลัย (หากประเทศนั้นไม่มีสิ่งล่อใจทางเศรษฐกิจ) แต่สหรัฐฯ พร้อมจะใช้กลไกทางทหารทันที หากประเทศนั้นมีศักยภาพมากพอที่จะโค่นล้มบัลลังก์ “ดอลลาร์” และไปจับมือเป็นพันธมิตรกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างจีนและรัสเซีย วาระซ่อนเร้นในตะวันออกกลางครั้งนี้ จึงเป็นสงครามเพื่อรักษาระเบียบโลกเก่า ทำ CPR ต่อลมหายใจให้จักรวรรดิอเมริกา และตอกย้ำให้โลกได้รู้ว่า ใครคือผู้คุมกฎเกณฑ์ที่แท้จริงครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน