รุ่งอรุณแห่งสงครามเย็นยุคใหม่ เมื่อการล่มสลายของผู้นำอิหร่านคือจุดเริ่มต้นของวิกฤตโลก /โดย: ดร.Force

1990912 1

     ปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี พร้อมครอบครัว โดยฝีมือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้เป็นเพียงการโจมตีทางทหารเพื่อยุติข้อพิพาท ทว่าคือ “#แผ่นดินไหวทางยุทธศาสตร์” ที่กำลังสั่นคลอนระเบียบโลก วาทกรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าการสูญเสียผู้นำอิหร่านจะทำให้การเจรจาทางการทูต “ง่ายขึ้น” อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ประเมินพลวัตของอำนาจโลกต่ำเกินไป เพราะในความเป็นจริง การเด็ดหัวผู้นำไม่ได้นำไปสู่การยอมจำนน แต่มันคือการเปิดกล่องแพนโดร่าที่ดึงเอามหาอำนาจทุกขั้วเข้าสู่สมรภูมิอย่างเต็มรูปแบบ

              1. ภาพลวงตาของ “การเด็ดหัว” และกลไกการสืบทอดอำนาจที่ไร้รอยต่อ ความเข้าใจผิดประการสำคัญของชาติตะวันตก คือการมองว่าอิหร่านยึดโยงอยู่กับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างรัฐอิสลามหลังการปฏิวัติปี 1979 ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤตการสูญเสียผู้นำโดยเฉพาะ

                      1.1 กระบวนการสืบทอดอำนาจ: สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) จะทำหน้าที่สรรหาผู้นำสูงสุดคนใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างรวดเร็วเพื่ออุดช่องโหว่ทางอำนาจ

                       1.2 การผงาดขึ้นของสายแข็ง (Hardliners): ความโกรธแค้นจากการถูกโจมตีถึงแกนกลางอำนาจ จะสร้างความชอบธรรมให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าควบคุมทิศทางของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ผู้นำคนใหม่จะถูกบีบให้ต้องดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวและดุดันยิ่งกว่าเดิม เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนและแสดงความเข้มแข็งต่อประชาคมโลก การเจรจาทางการทูตที่สหรัฐฯ หวังไว้ จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง

               2. โล่กำบังจากตะวันออก: รัสเซียและจีน กับความจำเป็นที่ต้องอุ้มอิหร่าน โลกปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคพหุภาคี (Multipolar World) อย่างสมบูรณ์ จีนและรัสเซียจะไม่มีวันปล่อยให้อิหร่านล่มสลายและตกอยู่ภายใต้การ “กินรวบ” ของสหรัฐฯ เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง

                       2.1 รัสเซีย: มองอิหร่านเป็นพันธมิตรทางยุทธวิธีที่สำคัญ ทั้งในแง่ของการแบ่งปันเทคโนโลยีทางการทหาร (เช่น โดรนและการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์) และการเป็นกันชนต้านทานอิทธิพลของตะวันตก หากอิหร่านล่มสลาย รัสเซียจะถูกโดดเดี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์หนักยิ่งขึ้น

                       2.2 จีน: มีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาล ทั้งในแง่ของความมั่นคงทางพลังงาน และโครงข่ายจิ๊กซอว์ในโครงการ Belt and Road Initiative จีนจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาคุมก๊อกน้ำมันแห่งตะวันออกกลาง เพราะนั่นเท่ากับสหรัฐฯ จะสามารถกุมชะตาเศรษฐกิจของจีนได้ตลอดเวลา
การสนับสนุนจากปักกิ่งและมอสโกอาจไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของการประกาศสงครามโดยตรง แต่จะมาในลักษณะของการอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอย่างลับๆ เพื่อให้อิหร่านมีสรรพกำลังในการทำสงครามยืดเยื้อ

               3. “ช่องแคบฮอร์มุซ” อาวุธทำลายล้างทางเศรษฐกิจระดับโลก เมื่ออิหร่านมีแบ็คอัพที่แข็งแกร่ง และถูกต้อนให้จนมุม ไพ่ตายใบสุดท้ายที่จะถูกนำมาใช้คือการปิด หรือ ขัดขวางการจราจรใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

                      3.1 ความสำคัญระดับวิกฤต: น้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของความต้องการโลก ต้องผ่านช่องแคบที่กว้างเพียง 34 กิโลเมตรนี้

                      3.2 การพึ่งพาของกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย: ชาติพันธมิตรตะวันตกอย่าง ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ในสัดส่วน 75% ถึง 90% ในการส่งออกน้ำมัน หากอิหร่านใช้ทุ่นระเบิด โดรนพลีชีพ หรือขีปนาวุธต่อต้านเรือรบเพื่อปิดกั้นเส้นทาง โลกจะเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

               4. ผลกระทบเชิงซ้อนต่อประเทศไทย: พายุเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับประเทศไทย วิกฤตการณ์นี้เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่พุ่งชนโดยตรง เนื่องจากไทยมีความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างยิ่ง

                       4.1 จุดสลบของไทย: แม้ไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน แต่ข้อมูลระบุชัดเจนว่าไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (เช่น UAE ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% ของมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด

                       4.2 โดมิโนทางเศรษฐกิจ
                             (1) วิกฤตพลังงาน (Supply Shock): น้ำมันดิบกว่าครึ่งไม่สามารถส่งมอบได้ ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งทะยานจนเกินขีดความสามารถที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะพยุงไว้ได้
                             (2) เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation): ต้นทุนการขนส่งและภาคการผลิตจะพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้แพงขึ้นทั่วกระดาน
                             (3) ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (Recession Risk): ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซ้ำเติมภาระหนี้สินของภาคธุรกิจและครัวเรือน นำไปสู่การปิดกิจการ เลิกจ้าง และเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด (ปรากฏการณ์เงินทุนไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างรุนแรง หรือ “สึนามิทองคำ” ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงความตื่นตระหนกนี้)

               5. วิเคราะห์ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Future Scenarios) จากการประเมินปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

                        ฉากทัศน์ที่ 1: สงครามตัวแทนเต็มรูปแบบและการปิดกั้นแบบกองโจร (Asymmetric Warfare & Partial Blockade) – มีความเป็นไปได้สูงสุด อิหร่าน ภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่และ IRGC ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและจีนเบื้องหลัง จะไม่เปิดหน้าชกกับสหรัฐฯ ตรงๆ แต่จะใช้สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การใช้เครือข่ายตัวแทน (Proxies) ในภูมิภาคโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ควบคู่ไปกับการก่อกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะ เพื่อรักษาความตึงเครียดให้สูงอยู่ตลอดเวลา ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนรุนแรงและยืนอยู่เหนือระดับ 100 – 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างยาวนาน

                       ฉากทัศน์ที่ 2: การปิดช่องแคบฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ นำไปสู่สงครามภูมิภาคโดยตรง (Full Closure & Regional War) – มีความเป็นไปได้ปานกลาง แต่ผลกระทบระดับหายนะ
หากอิหร่านถูกโจมตีเพิ่มเติมจนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเสียหายหนัก อิหร่านอาจตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ บังคับให้กองเรือรบสหรัฐฯ ต้องเข้ามาเปิดเส้นทางด้วยกำลังทหาร ในฉากทัศน์นี้ โลกจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันฉับพลัน ราคาน้ำมันจะทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลากเศรษฐกิจโลก (รวมถึงไทย) เข้าสู่ภาวะถดถอยลึกและยาวนานทันที

1991681

              บทสรุป

               การโจมตีทางทหารเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ ไม่ใช่จุดจบของระบอบอิหร่าน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบอำนาจโลกใหม่ (New World Order) ที่แบ่งขั้วชัดเจนขึ้นระหว่างชาติตะวันตกและแกนนำตะวันออกอย่าง จีน-รัสเซีย-อิหร่าน สำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาแห่งความจริงที่รัฐบาลและภาคเอกชนไม่อาจตั้งรับแบบเดิมได้อีกต่อไป แผนบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและการรับมือกับวิกฤตเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ต้องถูกนำมากางบนโต๊ะและเตรียมพร้อมปฏิบัติการในระดับสูงสุดครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน