เมื่อทองคำกลับสู่ศูนย์กลางอำนาจ และจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ของดอลลาร์สหรัฐ /โดย ดร.Force

1935963

             ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกเขย่าด้วยวิกฤตความเชื่อมั่น ปรากฏการณ์ที่ราคาทองคำทะยานจากระดับ $3,000 สู่ระดับเหนือ $5,000 ต่อทรอยออนซ์อย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากการเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) เชิงโครงสร้างที่บ่งชี้ถึงการล่มสลายของอำนาจซื้อในสกุลเงินกระดาษ (Fiat Currency) และการแสวงหาหลักประกันใหม่ในระบบการเงินโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “หลังดอลลาร์” (Post-Dollar Era)

              การล่มสลายของ Petrodollar และการอุบัติของ Petroyuan ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้สถานะของดอลลาร์สหรัฐสั่นคลอน คือความเสื่อมถอยของระบบ Petrodollar ซึ่งเคยเป็นเสาหลักที่สร้างความต้องการดอลลาร์ทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ ปัจจุบันเราได้เห็นการขยับตัวทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่เริ่มเปิดรับ Petroyuan ของจีน รวมถึงการหันไปใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าพลังงานมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะ “ตำรวจการเงินโลก” แต่ยังส่งผลให้ดอลลาร์เหลือเฟือในตลาดโลก (Dollar Overhang) จนนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่ยากจะควบคุม

              ยุทธศาสตร์ Gold Corridor และความท้าทายจาก BRICS  ในฝั่งตะวันออก การก่อตัวของกลุ่ม BRICS ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรวมกลุ่มทางการค้า แต่กำลังมุ่งเป้าไปที่การสร้างระบบการเงินทางเลือก โดยเฉพาะการพัฒนาสกุลเงินใหม่ที่อาจมี “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง (Gold-Backed Currency) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของธนาคารกลางทั่วโลกที่เร่งสะสมทองคำแท้ (Physical Gold) และการจัดตั้ง Gold Corridor ของจีนที่เน้นการส่งมอบทองคำจริงมากกว่าการซื้อขายผ่านกระดาษ (Paper Gold) ในตลาด COMEX ของตะวันตก ปัจจัยเหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งสู่ระดับสถิติใหม่ เนื่องจากโลกกำลังแสวงหา “สมอเรือ” (Anchor) ที่มั่นคงกว่าพันธบัตรรัฐบาล

              ทางแพร่งของสหรัฐฯ: การกลับสู่ Gold Standard เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่น?  เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) สหรัฐอเมริกาอาจถูกบีบให้ต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรักษาอำนาจนำ (Hegemony) ของตนเอง บทวิเคราะห์เชิงวิชาการเริ่มมองถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องนำ Gold Standard หรือระบบการอิงค่าเงินกับทองคำกลับมาใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอีกครั้ง เพื่อสร้าง “Digital Gold Dollar” หรือหลักประกันที่จับต้องได้ เพื่อสยบความกังวลเรื่องการพิมพ์เงินอย่างไร้ขีดจำกัด

              อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “ปริมาณทองคำสำรองที่แท้จริง” หากความกังขาเกี่ยวกับทองคำที่ Fort Knox ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการตรวจสอบ (Audit) ที่โปร่งใส ความเชื่อมั่นที่เหลืออยู่อาจพังทลายลง และกลายเป็นโอกาสทองที่ทำให้ระบบการเงินที่หนุนโดยทองคำของฝั่งตะวันออกขึ้นมาแทนที่อย่างเบ็ดเสร็จ

              บทสรุป

              แนวโน้มราคาทองคำในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวตามอุปสงค์และอุปทาน แต่คือดัชนีชี้วัด “ความอยู่รอด” ของระบบเศรษฐกิจโลก หากทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมุ่งหน้าสู่การใช้ทองคำเป็นเครื่องมือชิงดีชิงเด่นทางการเงิน ราคาทองคำที่ระดับ $5,000 อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการปรับฐานราคาครั้งใหญ่ (Global Financial Reset) ซึ่งผู้ลงทุนและผู้วางนโยบายจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเงินไปตลอดกาล

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน