
ผมเป็นโรคประหลาดอย่างหนึ่ง คือมักชอบมองซากหักพังของวัตถุโบราณ พร้อมกับคิดไปว่า สิ่งที่เห็นคือความสมบูรณ์อันเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหล อาจเพราะเหตุผลดังกล่าว จึงนำพาให้ผมมาที่นี่ บนดินแดนลึกลับพิสดารที่ไม่มีใครรู้จัก และซ่อนตัวบนกลิ่นอายแห่งความทุรกันดารของจังหวัดบุรีรัมย์ มานานนับร้อยปี
วัดโคกปราสาท ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงเงียบเหงาเหมือนเช่นเคย ท่ามกลางความโล้นแล้งอันยิ่งใหญ่ไพศาล ใครจะเชื่อว่ามีสิ่งล้ำค่าซ่อนตัวในพื้นที่ป่ารกร้าง นั้นคือซากหักพังของปราสาท กระจายเกลื่อนระเนระนาด ดูโศกเศร้าและเงียบเหงาไม่ต่างจากวัดแห่งนี้ไม่มีผิด
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดป่าจึงไม่มีลมโชย ต้นไม้ยืนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว ผมและ‘ปีเตอร์’เดินเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวด้วยหัวใจสับสน เมื่อเห็นหินก้อนแรกอยู่ใกล้ฝ่าเท้า จึงก้มลงไปมองด้วยความสนใจ เป็นหินศิลาแลงไม่สมบูรณ์นัก มีตะไคร้จับ และถูกเศษใบไม้กลบทับดูยุ่งเหยิง ใกล้กันนั้น มีเศษขี้เถ้ากองอยู่ อาจเป็นขี้เถ้าจากกองไฟที่พระท่านก่อไว้เมื่อคืน
“ลายแกะสลักพวกนี้ ยังสมบูรณ์อยู่เลย” ปีเตอร์เอ่ยขึ้น
“ใช่ ! เป็นลายแกะสลักบนซากปราสาทสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ผมตอบ
“ดูจากรูปแบบการแกะสลักแล้ว อาจเป็นศิลปะแบบบาปวน”
“ดูแค่นี้ก็รู้เลยหรอ ?”
“ผมแค่สันนิฐานเอาครับ ศิลปะแบบบาปวนจะมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องของกฤษณาวตาร เหมือนกับปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้ง”
‘ปีเตอร์’ เป็นชายหนุ่มร่างผอมเพรียว ผิวขาว มีดวงตาสีดำดูลึกลับ เข้ากับใบหน้าคมคายอันมีเสน่ห์ ผมรู้จักเขาได้ไม่นานนัก ทีแรกนึกว่าเป็นชาวต่างชาติ (เดาจากชื่อปีเตอร์) แต่เปล่าเลย เขาเป็นคนไทยแท้ และสิ่งที่ทำให้เราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วก็คือ การชอบมองดูซากอะไรเก่า ๆ คล้ายกัน กระนั้น ปีเตอร์ดูจะอินกับการเข้ามาเยียมชมซากปราสาทแห่งนี้มาก เขาสำรวจหินที่พบด้วยความสนใจ จ้องมองลายแกะสลักอย่างโหยหา ประหนึ่งว่าจะเข้าไปอยู่ในหินก้อนนั้นให้ได้
ปีเตอร์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจแก่ผมอย่างยิ่ง เขาชอบวิชาประวัติศาสตร์ แต่โชคชะตากำหนดให้ได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ดังนั้น เขาจึงใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเขาเรียนรู้จนสามารถท่องจำลำดับเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ และหากมีโอกาสเดินทางไปยังโบราณสถานแห่งใด เขาจะใช้เวลาชำเลืองมองซากเก่าพุงพังเหล่านั้น อย่างดูดดื่มในเรื่องราวของมัน จนบางครั้ง คนที่ร่วมเดินทางไปด้วยคิดว่าเขาบ้า !
“ทำไมถึงไม่เรียนวิชาประวัติศาสตร์ละ” ผมถือวิสาสะถามในที่สุด
“ผมต้องเรียนแบบตามใจแม่นะสิ ก็อย่างว่านั้นแหละ ค่านิยมคนสมัยพ่อ-แม่เขาก็หวังดี อยากให้ลูกได้เป็นข้าราชการ เป็นทนาย เป็นหมอ ชีวิตถึงไม่ลำบาก ตอนนั้นผมไม่กล้าเถียงพ่อ-แม่ จึงเรียนตามใจท่าน เลยจบออกมาได้เป็นครูอังกฤษถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ความสุขเลย…ความสุขของผมคือการได้ท่องโลกโบราณครับ”
“ถ้ามีโอกาส จะไปต่อโทโบราณคดีมั้ย”
“ไปแน่นอน ถ้ามีเงิน…”
ชำเลืองมองมุมกว้าง แทบไม่มีกะจิตกะใจเดินต่อ ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจได้อย่างประหลาด ซากศิลาแลงกระจัดกระจายไร้ระเบียบ เห็นแล้วหดหู้ใจอย่างไรชอบกล หากเป็นหินธรรมดาทั่วไปอาจไม่สะเทือนใจขนาดนี้ แต่หินพวกนี้ คือตัวแทนอารยธรรมเก่าแก่นับพันปีของอาณาจักรเขมรโบราณ บัดนี้พวกมันถูกทิ้งร้างราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่บาง เท่าที่เห็น มีเพียงศิลาแลงแผ่กระจายไปทั่ว และบางจุดมีหลุมขนาดใหญ่ลึกราวหนึ่งเมตร หลุมพวกนี้ดูไม่น่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผมเดาว่าอาจเกิดจากแรงระเบิดขนาดใหญ่ที่นักล่าสมบัติใช้เมื่อตอนเข้ามาขโมยสมบัติภายในปราสาท และอาจเป็นเพราะแรงระเบิดนั่นเอง ทำให้ตัวปราสาทพังทลายลงมาในที่สุด
ผมทำได้เพียงสันนิฐานว่า ผู้ที่ทำลายปราสาทแห่งนี้ อาจเป็นใครสักคนที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถทำลายโบราณสถานขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ แต่จุดสังเกตที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ คนที่ทำลาย อาจไม่ใช่คนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งหมายความว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปราสาทแห่งนี้ถูกรุกรานมาโดยตลอด ทำให้สมบัติที่มีค่าจำนวนมากถูกขโมยไป เหลือไว้เพียงเศษหินมีลวดลายแกะสลักไม่สมบูรณ์ไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น
ผมและปีเตอร์ พยายามสำรวจทุกซอกทุกมุมด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียแรง บริเวณป่าโคกแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ นอกจากซากปราสาทแล้ว ยังมีกุฏิพระจำนวน 2-3 หลัง เป็นเพียงกุฏิเล็ก ๆ พอให้จำวัดได้เท่านั้น บริเวณใกล้กุฏิ มีกลดปักบนหินศิลาแลงขนาดพอนั่งกรรมฐานได้ เห็นแล้วก็แปลกไปอีกแบบ และมีศาลพระภูมิเก่า ตั้งโอ่อ่าอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำให้บรรยากาศน่าขนลุกอย่างไรชอบกล
สภาพโดยรวม เรียกว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี จนไม่สามารถเดาได้เลยว่า สมัยก่อนนั้น ปราสาทแห่งนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ?
นึกย้อนกลับไปสมัยที่มีการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นใหม่ ๆ ผมจินตนาการถึงแรงงานทาสนับหมื่น ผู้ต้องสูญเสียหยาดเหงื่อเหนียวเหนอะลงบนร่างอันเปลือยเปล่า นึกถึงช่างฝีมือนับพัน ผู้ลงมือแกะสลักภาพนางอัปสราลงบนแผนหินด้วยความอดทน นึกถึงช้างสารนับร้อยเชือก ที่ต้องทุกข์ทรมานทุกเช้าค่ำแทนที่จะได้ใช้ชีวิตอิสระอยู่ในป่า และนึกถึงผู้คนอีกจำนวนมาก ที่ต้องสังเวยชีวิตจากการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้น โดยที่ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนใด ๆ แม้สักเล็กน้อย
ในอดีต ปราสาทแห่งนี้อาจเคยยิ่งใหญ่ตระการตา เต็มไปด้วยลวดลายทางศิลปะอันทรงคุณค่า อาจเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทาสชั้นต่ำไม่สามารถย่างกรายเข้ามาได้ด้วยซ้ำ แต่มาบัดนี้ กลับเป็นได้แค่ซากหิน ที่แม้แต่สุนัขในวัดยังปล่อยมูลใส่ได้ไม่ยาก
หากวิญญาณของผู้สร้างปราสาทได้รับรู้ พวกเขาคงรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย…
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดระหว่างทำการสำรวจก็คือ ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนของพื้นที่ ก็กลับไม่พบป้ายของกรมศิลปากรปักอยู่สักจุดเดียว สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้ผมอย่างหนัก อาจเป็นไปได้ว่ากรมศิลปากรก็ยังไม่เคยเข้ามาสำรวจปราสาทแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
คำถามต่อมาก็คือ กรมศิลปากรตกสำรวจได้อย่างไร ? ในเมื่อปราสาทแห่งนี้อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้งเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น !
ผมและปีเตอร์ แบกความสงสัยนี้เข้าไปถามพระภายในวัดรูปหนึ่ง ซึ่งท่านไม่ประสงค์ออกนาม เอาเป็นว่า ท่านเป็นพระที่มีบุคลิกค่อนข้างแปลก แต่ก็ไม่แปลกถึงขั้นบ้า เพราะเมื่อได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ ที่ท่านเล่า เกี่ยวกับอารยะธรรมเขมรโบราณ ก็ตรงตามหลักสูตรที่เคยเรียนมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่ไม่ว่าผมจะถามคำถามอะไรเกี่ยวกับปราสาท ท่านก็จะตอบไปที เหมือนไม่อยากตอบ จากนั้นก็จะวนลูปเข้าสู่เรื่องเล่าของท่านตามเดิม
เรื่องเล่าที่ว่าก็คือ ชาติก่อนท่านเคยเป็นคนสนิทของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งอาณาจักรเขมรที่ยิ่งใหญ่ (ช่วง พ.ศ. 1724 – พ.ศ. 1762) ผู้สถาปนานครธม นครหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร ซึ่งท่านถูกส่งให้มาเกิดในชาตินี้ เพื่อไขรหัสบางอย่าง รหัสที่จะช่วยให้โลกอยู่รอดจากน้ำมือของพญานาค ที่เคยทำลายอาณาจักเขมรมาแล้วช่วงหนึ่ง เพียงแต่ตัวท่านเองยังไม่ทราบว่ารหัสนั้นคืออะไร ?
ฟังได้แค่นี้ ผมถึงกับผงะ ในใจคิดว่าพระในวัดมีตั้งมากมาย ทำไมจึงได้มาพบกับพระรูปนี้เข้า แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรื่องเล่าของท่าน พอมีเค้าโครงความจริงอยู่บ้าง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนัก ว่าพระรูปอื่นในวัด จะรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์เหล่านี้ ได้ดีเท่ากับท่านหรือเปล่า ?
ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าที่ว่า กษัตริย์ไทยและกษัตริย์เขมรเคยเป็นญาติกันมาก่อน ในอดีตมีการอภิเษกสมรสกันระหว่าง พระนางสิงห์ขรเทวี พระราชธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับขุนผาเมือง องค์รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย และเป็นผู้ร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาวขับไล่ขอมที่ก่อการจลาจลวุ่นวายให้ออกไปจากเมืองสุโขทัย จนสามารถสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จ
ขอขยายความขึ้นอีกหน่อย แม้พ่อขุนผาเมือง จะเป็นองค์รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรก็จริง แต่พระองค์ไม่ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สุโขทัยต่อจากพระราชบิดา หากแต่ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พ่อขุนบางกลางหาว (เจ้าเมืองบางยาง เป็นเครือญาติกัน) เหตุเพราะทรงมีความใกล้ชิดกับทางราชสำนักเขมรและมีพระชายาพระราชทานเป็นพระราชธิดาในกษัตริย์เขมร เกรงว่าชาวสุโขทัยจะไม่ยอมรับ จึงมอบอาณาจักรสุโขทัยให้พ่อขุนบางกลางหาว พร้อมยกพระนามที่รับจากกษัตริย์เขมร ให้ด้วยว่า “ศรีอินทราทิตย์” ส่วนพระองค์ได้เสด็จไปครองอยู่เมืองราดแทน
สีหน้าของท่านตอนเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ดูมีความสุขอย่างยิ่ง ประหนึ่งว่าไม่เคยได้เล่าให้ใครฟังมานานแสนนาน
“หลวงพี่พอรู้ไหมครับ ว่าทำไมปราสาทจึงพังลงมา” ผมตัดบทถาม
“ตอนที่อาตมาเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ ก็เห็นมันพังอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ โยมอย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า”
“ทำไมหรือครับ ?”
ท่านตีสีหน้ากังวล ม้วนบุหรี่สูบ พลางตอบ “เจ้าของเขาห่วงมาก เพราะสมบัติเขาถูกขโมยไปหมด”
“หมายถึงใครหรือครับ ?”
“เรื่องนี้หลวงพี่พูดไม่ได้ เพราะเจ้าของเขาไม่ให้พูด” เมื่อจบประโยค ท่านก็วนเข้าเรื่องที่ว่า ชาติก่อนเคยเป็นสนิทของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกส่งให้มาเกิดในชาตินี้ เพื่อไขรหัสบางอย่าง รหัสที่จะช่วยให้โลกอยู่รอดจากน้ำมือของพญานาค ที่เคยทำลายอาณาจักเขมรมาแล้วช่วงหนึ่ง เพียงแต่ตัวท่านเองยังไม่ทราบว่ารหัสนั้นคืออะไร ?!
“แล้วกรมศิลป์ได้เข้ามาดูรึยังครับ…ตอนสำรวจไม่เห็นมีป้ายกำกับไว้” ผมแทรกถามอีกครั้ง
“เข้ามาแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเจ้าของที่เขาไม่ให้ทำ”
“ก็เลยปล่อยให้ทิ้งร้างแบบนั้นหรอครับ!!”
“ก็อย่างที่อาตมาบอก เจ้าของเขาไม่ให้ทำ” เมื่อจบประโยค ท่านก็วนเข้าเรื่องที่ว่า ชาติก่อนเคยเป็นคนสนิทของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นเดิม
ผมชำเลืองมองท่านด้วยความสงสัย อยากจะถามคำถามให้มากกว่านี้ แต่เหมือนว่าท่านจะไม่อยากตอบ เลยนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่กล้าถามอะไรอีก
ระหว่างนั้น ท่านจึงเข้าไปในกุฏิ สักพักจึงเดินออกมาพร้อมกับถุงขนาดใหญ่ เมื่อเปิดดู ก็พบว่าข้างในมีหินอยู่จำนวนมาก เป็นหินกรวดและหินศิลาแลงปะปนกัน บ้างก็เป็นชิ้นส่วนเครื่องปั่นดินเผา ซึ่งส่วนใหญ่ท่านเดินเก็บได้ในบริเวณนี้ และหนึ่งในนั้น มีหินอุกกาบาตรวมอยู่ด้วย ท่านหยิบหินอุกกาบาตยื่นให้ผมกับปีเตอร์คนละชิ้น บอกว่าเป็นเครื่องรางของขลัง เก็บไว้กับตัวจะโชคดี เราทั้งคู่รับมาอย่างเกรงใจ
นั่งคุยกันได้อีกสักพัก ท่านก็วนเข้าเรื่องที่ว่า ชาติก่อนเคยเป็นคนสนิทของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นเดิม เรานั่งฟังจนจบ เห็นว่าท่านไม่ยอมพูดเรื่องซากปราสาทเสียที บวกกับเวลาที่เริ่มเย็นลงทุกขณะ จึงพากันกลับในที่สุด
ระหว่างขับมอเตอร์ไซค์กลับ ผมจินตนาการเอาเองว่า หากไม่มีวัดคอยดูแลรักษาซากปราสาทเหล่านี้ไว้ ป่านนี้ จะยังคงหลงเหลือเศษหินศิลาแลงสักก้อน ไว้ให้ได้ดูต่างหน้าหรือเปล่านะ ?
ผมทิ้งคำถามนั้นไว้ข้างหลัง และได้แต่รอโอกาสกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูว่าวันข้างหน้า ซากปราสาทแห่งนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนได้อีกบ้าง.
| เรื่องและภาพ : ณัฐพงศ์ อินต๊ะริด
ซากปราสาทบ้านโคกปราสาท
ที่ตั้ง : สำนักสงฆ์ปราสาทน้อย ตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรมย์
พิกัด : 14°29’32.6″N 103°02’01.7″E (14.492375, 103.033791)










เรื่องน่าอ่าน
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ” จุดพลุโมเดล ”เมืองมหานคร“ อัพเกรดศักยภาพจังหวัดปริมณฑลชู “นครปฐม” ต้นแบบ วาง 8 ยุทธศาสตร์เมืองแห่งอนาคต ตั้งเป้าดัน GPP ทะยานสู่ 5.1 แสนล้านบาท ติด Top 5 ประเทศ
อุทยานฯ ทองผาภูมิ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้บุกรุกขุดหาแร่ทองคำใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เป็นสมาชิกกองกำลัง KNU หรือ KNLA จำนวน 5 คน
ศาลปกครองสูงสุด ชี้กระบวนการตั้ง พนง.สอบสวนเชี่ยวชาญ ปี 57 มิชอบ
DSI บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.เชียงราย
ทรัพย์สิน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” พ้น สส. สะสมพระเครื่องเลี่ยมทอง-นาฬิกา รวม 60 ล้านบาท
วิกฤตศรัทธาอินโดนีเซีย 2026 บทเรียนราคาแพงของลัทธิประชานิยม และแรงกระเพื่อมถึงไทย /โดย: ดร.Force