
“คริปโทเคอร์เรนซี” (cryptocurrency) หรือที่รู้จักในชื่อว่า “สกุลเงินดิจิทัล” ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายว่าจะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าที่จะมาทดแทนการใช้เงินสด หรือแม้แต่เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) เป็นที่นิยมในปัจจุบันได้หรือไม่ และด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ที่อยู่เบื้องหลังอย่างบล็อกเชน (blockchain) ที่มีความปลอดภัย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งาน
ขณะที่เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดบทบาทตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ธนาคารกลางทั่วโลกจึงหันมาศึกษาความเป็นไปได้ในการนำบล็อกเชนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน และการออกใช้ Central Bank Digital Currency หรือ “CBDC” สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าที่จะเป็นตัวแทนของเงินได้จริงๆ
รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนตั้งคำถาม ในรายการ คริปโทฯ 101 ซีซั่น 3 โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ว่า “ทำไมธนาคารกลางจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกดิจิทัลเคอร์เรนซี ?” จากในปัจจุบัน ประชาชนคุ้นเคยการใช้เงินบาทในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น
และการใช้เงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ใช้งานผ่านโมบายแบงกิ้ง หรือผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ทรูมันนี่ และวอลเล็ตต่างๆ ซึ่งนับเป็นเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล แล้วทำไมจึงต้องพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “ดิจิทัลบาท”
รู้หรือไม่ว่าเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลของธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่บนแพลตฟอร์มโมบายแบงกิ้ง ไม่ใช่เงินบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง จากการใช้เงินบาทที่ออกโดยแบงก์ชาติ ในรูปของธนบัตรไปฝากไว้ที่ธนาคาร และเปลี่ยนสู่รูปแบบดิจิทัลแบงกิ้งโดยมีเงินบาทของประชาชนไปรองรับมูลค่า ซึ่งมีความเสี่ยงเมื่อแบงก์เหล่านั้นล้มเงินบาทนั้นอาจจะหายไปเลย ซึ่งอาจอยู่ในบัญชีแต่ไม่สามารถเรียกร้องได้ รวมถึงอีมันนี่ และดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ออกโดยอีมันนี่โพรไวเดอร์ ซึ่งไม่ใช่ธนาคารกลาง
นั้นหมายความว่าเงินดิจิทัลที่ออกโดย “ธนาคารพาณิชย์” อาจไม่ปลอดภัยเท่ากับเงินที่ออกโดย “ธนาคารกลาง” ในสถานการณ์ที่ธนาคารเกิดวิกฤติทางการเงิน ที่เราเรียกว่า “แบงก์รัป” หรือล้มละลาย ซึ่งมูลค่าของเงินที่ฝากไว้ในธนาคารนั้นๆ หายไปเลย แม้ว่าอีมันนี่ และดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้เมื่อเวลาที่ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหา ส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัว จึงถอนเงินออกจากธนาคารพาณิชย์มาเป็นเงินของธนาคารกลางในรูปแบบธนบัตรนั่นเอง
“ธนบัตร” คือ ตัวกลางทางการเงิน หรือเงินเพียงอย่างเดียว ที่ออกโดยธนาคารกลางในตอนนี้ ที่การถือธนบัตร หรือเงินสด สามารถสร้างความมั่นใจได้เพียงอย่างเดียว
ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลด้วย “CBDC”
ถ้าหากในอนาคต สังคมไทยมุ่งที่จะเป็น “แคชเลส โซไซตี้” ธนาคารไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนใช้เงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้งจากธนาคารได้เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น เนื่องจากไม่ใช่เงินบาทที่ออกโดยธนาคาร ทำให้ CBDC จึงเป็นการออกดิจิทัลเคอร์เรนซีที่เป็นสกุลเงินที่ออกโดยธนาคารกลางอย่างแท้จริง และเป็นเงินดิจิทัลที่ออกมาตอบโจทย์การใช้งานของประชาชนในปัจจุบันที่ใช้งานดิจิทัลพร้อมเพย์ แบงก์แอคเคาท์กันอย่างแพร่หลาย
นอกจากนี้เวลาที่พูดถึง CBDC คนทั่วไปจะมองว่าเป็นเทคโนโลยีทางการเงินที่ต้องมี “บล็อกเชน” คล้ายกับบิตคอยน์ และคริปโทเคอร์เรนซีอื่นๆ ในตลาดคริปโทฯ ซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับ CBDC เนื่องจากจะเลือกใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ Centralife System ก็ได้
โดยธนาคารกลางจะออก CBDC และสร้าง Payment System แบบบล็อกเชน หรือ Teer payment system ที่เป็นการวางระดับชั้นของการเงินในระดับประชาชน ธนาคาร ซึ่งแล้วแต่ประเทศที่ต้องการออกแบบรูปแบบทางการเงินแบบDecentralized Finance ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์หรือCentralized Financeการเงินแบบรวมศูนย์
เพิ่มประสิทธิภาพโอนเงินระหว่างประเทศ
ประเทศไทยถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน (wholesale CBDC) ใน“โครงการอินทนนท์-ไลออนร็อก” ที่มีการทดลองจากธนาคารกลางร่วมสถาบันการเงินในไทย และธนาคารกลางฮ่องกง ที่ทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศในอนาคตจะมีความง่ายมากขึ้น และสำหรับธุรกรรมรายย่อยของภาคธุรกิจ และประชาชน (retail CBDC)
อย่างไรก็ตามการพัฒนา CBDC ในกลุ่มรายย่อย ยังไม่ต้องรีบเร่งเพราะการเงินดิจิทัลในปัจจุบันของไทยยังติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งไทยควรออกโฮลเซล CBDC ออกมาก่อน เพื่อสนับสนุนการเงินระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำ
CR.กรุงเทพธุรกิจ By กานต์ชนก พรรัตนวิสัย



เรื่องน่าอ่าน
LINE ประกาศยุติการให้บริการ LINE VOOM ในประเทศไทย โดยเริ่มทยอยปิดตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2569 และจะปิดอย่างเป็นทางการวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น.
หลุดเอกสารพยานคดีฮั้ว สว. ยื่นหนังสือถึง ประธาน กกต. ปลายปี 68 ขอกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่ ล่อลวง ยัดคดีให้ซัดทอดพรรคภูมิใจไทยพร้อมขอกลับคำให้การทั้งหมด
มูลนิธิตำรวจสอบสวนกลาง บรรยายให้ความรู้ “หนี ซ่อน สู้” นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”
ยธ.สั่งดีเอสไอพิจารณา 2 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ “ออกจากราชการไว้ก่อน” เซ่นปมเอี่ยวเป็นตัวกลางรับ-ส่งเงินทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นไร้ละเว้น-ฟันซ้ำวินัยอาญาหากพบผิดจริง
DSI ส่งสำนวนคดีสื่อลามกอนาจารเด็กออนไลน์ ขยายผลพบของกลางกว่า 100,000 ไฟล์
DSI ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU พัฒนาบุคลากร – ยกระดับปฏิบัติการพิเศษ
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพลังใจ ไอคอนสยาม เสาร์นี้ 12 ก.ย.2569
DSI ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ เร่งปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ ขยายผลเส้นทางการเงิน ใช้ AI หนุนการทำงาน