โอกาสทอง-สอนลูก ออกกำลัง “กาย” และ “สมอง”

โอกาสทอง สอนลูก

ในช่วงของการ “ล็อกดาวน์”

ที่เข้มข้นในเวลานี้ มีคำแนะนำที่น่าสนใจจาก ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา “เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี” และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายสำหรับเด็กๆ ที่ต้องอยู่กับบ้าน ? ว่า ช่วงเวลานี้ผู้ปกครองอย่าปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยการกำหนดกิจกรรมหรือมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเป็นการพัฒนา “กาย” ? และ “สมอง” ? แทนที่จะให้เด็กอยู่กับการเล่นเกมส์ โทรศัพท์มือถือ หรือดูทีวี

สำหรับกิจกรรมให้เด็กทำจะต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีขั้นตอนวิธีการปฏิบัติที่สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เป็นตาราง? กำหนดให้เด็กใช้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยพ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมทำหน้าที่คอยให้คำแนะนำปรึกษา ?‍?‍?‍? และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูก โดยการวางเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การพัฒนาความรับผิดชอบและระเบียบวินัยให้กับเด็ก ขณะเดียวกัน ต้องให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลาย ไม่กดดัน หรือทำให้รู้สึกเครียด ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของเด็ก

? กิจกรรมที่เป็นการพัฒนาสมองอย่างเช่น การเล่นกำมือแบมือ คำใบ้ปริศนา การต่อบัตรคำ การต่อครอสเวิร์ดซึ่งดูเป็นการเล่นง่ายๆ แต่ล้วนเป็นการพัฒนาสมองที่ต้องใช้กระบวนการคิดหรือการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลทั้งสิ้น ถือเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผลให้กับเด็ก

ส่วนกิจกรรมทางกาย ? อาจจะให้ทำท่าการเคลื่อนไหวเลียนแบบสัตว์ เช่น ท่าหมีคลาน ? การยืนทรงตัวขาเดียว การกระโดดแบบกบ หรือการกระโดดแบบจิงโจ้เป็นต้น หรือฝึกทักษะการโยนรับโดยประยุกต์ใช้หมอนแทนลูกบอลเล่นเป็นเกมให้เด็กทำแค่พอรู้สึกเหนื่อยหรือเกิดความสนุกสนานได้ออกกำลังกาย

กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นและพัฒนาความคิด? ให้เด็กรู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ส่งผลดีในระยะยาวในการพัฒนาวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ ความมีวินัยโดยไม่รู้ตัว

แต่หากพ่อแม่จำต้องออกไปทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและต้องปล่อยลูกอยู่กับบ้านตามลำพังไม่มีคนดูแลก็จะขาดการพัฒนา

สิ่งที่ทำได้คือ กำหนดตารางให้ลูกทำกิจกรรม ⏰ เด็กในวัย 6 ขวบถึง 12 ขวบ หรือช่วงป.1-6 เริ่มเป็นวัยที่รับฟังเหตุผล สามารถพูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจกับเค้าได้ แต่ถ้าอายุน้อยกว่านี้ วุฒิภาวะความมีเหตุผลและการรับผิดชอบต่อตัวเองน้อยมาก ยิ่งในสภาพสังคมไทย เด็กมักขาดวินัยขาด ความรับผิดชอบ เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาใส่ใจหรืออยู่กับลูก เด็กจึงทำอะไรตามใจตนเอง ซึ่งส่งผลเสียต่อเด็กทั้งสิ้น

“การสร้างวินัยให้เด็กตั้งแต่เล็กๆ มีความสำคัญมาก อย่านึกว่าเด็กจะไม่รู้เรื่อง เด็กทารกหรือเด็กเล็ก แม้ว่าจะยังไม่สามารถสื่อด้วยการพูดเหมือนเด็กโต แต่สามารถรับรู้ได้จากการสัมผัส ??‍? ยกตัวอย่างเด็กทารกบางคนทำไมอยากให้คนบางคนอุ้ม แต่กับบางคนไม่อยากให้อุ้ม เพราะการสัมผัสแรกที่เขาได้รับเป็นการสัมผัสที่ขาดความอ่อนโยนนุ่มนวล เด็กก็จะไม่ชอบ การสอนเด็กให้เข้าใจจึงต้องให้เด็กได้รับรู้ผ่านการลงมือกระทำหรือสัมผัสด้วยตนเอง โดยมีพ่อแม่เป็นครูคอยให้คำแนะนำ

เป็นความรู้ที่สอนจากความเป็นจริงสัมผัสได้เด็กจึงจะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจ ไม่ใช่สอนด้วยการบอกเล่าหรือสั่งให้เด็กทำตาม เพราะเด็กจะไม่เข้าใจ เช่น เรามักสอนเด็กให้เป็นคนดีโดยการบอกกล่าว ซึ่งเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ ตัวตนของความดีเป็นอย่างไรเด็กไม่รู้ สิ่งที่จะสอนเด็กได้ดีที่สุดคือ การสอนผ่านพฤติกรรมและการกระทำสอนให้เป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรมเช่น เมื่อกลับจากโรงเรียนควรทำการบ้าน?ให้เสร็จและจัดเตรียมสิ่งของที่จะไปเรียนในวันรุ่งขึ้นให้เรียบร้อยก่อนไปเล่นหรือดูทีวี, การจัดเก็บสิ่งของที่ใช้เสร็จแล้วกลับวางเข้าที่เดิม ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อส่วนรวม และเมื่อเด็กทำดีพ่อแม่ต้องชื่นชมให้กำลังใจ ย้ำไปเรื่อยๆ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้และซึมซับว่า ..ความดีคืออะไร.. มีคุณค่าและผลดีต่อตนเองและส่วนรวมอย่างไร”

? ??‍♀️ ทำไมเด็กที่ “เคลื่อนไหวร่างกาย” จึงมี ”ผลการเรียนดี” ?

ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ ระบุว่า การเล่นกีฬา หรือจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายนั้น มีงานวิจัยบ่งชัดว่า เด็กที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่สม่ำเสมอ จะมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น ? และทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เหมาะสมกับวัย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองที่มีผลเชื่อมโยงในการถ่ายทอดความจำระยะสั้นไปสู่ความจำระยะยาว จึงทำให้มีการจดจำที่แม่นยำและผลการเรียนที่ดีขึ้น ??‍? นอกจากนี้การเคลื่อนไหวร่างกายยังช่วยกระตุ้นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ด้วยการลงมือปฏิบัติหรือทำกิจกรรม (Learning by Doing) ที่จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดต่อไป…

โดยงานวิจัยแสดงภาพสมองเด็กที่ถูกสแกนด้วยคลื่นความร้อนจากด้านบนศีรษะของเด็กที่มีอายุระหว่าง 7-9 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้เข้าร่วมทำการทดลอง

?‍♀️ กลุ่มแรก ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลา 70 นาที/วันธรรมดา(5วันหลังเลิกเรียน) ด้วยความหนักในการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงระดับหนัก เป็นระยะเวลา90 วัน

??‍♂️ กลุ่มสอง ให้นั่งเฉยๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย

? ผลที่เกิดขึ้นภายหลังการทดลอง พบว่าเด็กที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มีระดับการทำงานของระบบประสาทและสมองทำงานที่สูงกว่าเด็กที่นั่งเฉย ๆ สังเกตได้จากพื้นที่คลื่นสมองสีแดงที่มีมากกว่า โดยคลื่นสมองสีน้ำเงินแสดงถึงระดับการทำงานของประสาทและสมองทำงานที่ต่ำ

?? เด็กที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มีพัฒนาที่ดีขึ้นในแต่ละด้านดังนี้

??‍? ด้านการเรียน มีความสามารถในการอ่าน สะกดคำ และคำนวณเลขได้แม่นยำกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว

?? ด้านสุขภาพ หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลง

? ด้านสมอง มีการพัฒนาระบบของสมองทั้ง 2 ส่วนที่เป็นปัจจัยทำให้มีผลการเรียนดีคือ
1️⃣ ความสามารถถ่ายทอดข้อมูลในส่วนของ working memory เพิ่มขึ้น (working memory : คือการถ่ายทอดความจำระยะสั้น (Short-term Memory) ไปสู่ความจำระยะยาว (Long-term Memory)
2️⃣ ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลของสมอง (relational memory)

อย่าปล่อยโอกาสทอง ? ในช่วง “วิกฤติ” ให้หลุดลอยไป…มาช่วยกันสอนลูกออกกำลังกายและสมองกันดีกว่าครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Active Living Research

SCGBadmintonAcademy

เรื่องน่าอ่าน