
เป็นเวลากว่าสามทศวรรษหลังสงครามเย็น ที่โลกเชื่อมั่นในสมการแห่งความเจริญ: โลกาภิวัตน์ + การค้าเสรี = สันติภาพและความมั่งคั่ง
แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) กำลังฉีกตำราเล่มเดิมทิ้ง โลกไม่ได้กำลังก้าวไปข้างหน้าในเส้นทางเดิม แต่กำลัง “หมุนกลับทิศ” สู่สถาปัตยกรรมแห่งอำนาจใหม่ที่เปราะบาง แตกแยก และคาดเดาไม่ได้ คำถามที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่การถามว่าโลกจะกลับมาเหมือนเดิมเมื่อใด แต่คือ ประเทศไทยจะวางตำแหน่งแห่งหนอย่างไรในโลกที่ไร้เข็มทิศ และเรามี “เบาะรองรับ” หรือไม่ หากเครื่องยนต์การปรับตัวของเราทำงานไม่ทันเวลา?
1. โลกที่หมุนกลับทิศ: สถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจโลก โลกยุคใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงเปลี่ยนสำคัญ 5 ประการ
1.1 จาก Globalization สู่ Fragmentation: โลกที่เคยเชื่อมต่อกัน กำลังถูกแบ่งเป็นค่าย แบ่งห่วงโซ่อุปทาน และแบ่งมาตรฐานเทคโนโลยี
1.2 จาก Efficiency สู่ Resilience: จากการผลิตที่ถูกที่สุด สู่การผลิตที่ปลอดภัยที่สุด ทนทานที่สุด และพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด
1.3 จาก Liberal Order สู่ Power Order: กติกาสากลอ่อนแรงลง ขณะที่อำนาจเชิงเทคโนโลยี พลังงาน และทรัพยากร กลายเป็นตัวกำหนดระเบียบโลกใหม่
1.4 จาก Information Age สู่ Manipulation Age: ข้อมูลไม่ได้มีไว้เพื่อความรู้เสมอไป แต่อาจถูกใช้เพื่อชี้นำ บิดเบือน และกัดกร่อนอธิปไตยทางปัญญาของสังคม
1.5 จาก Stability สู่ Permanent Volatility: ความผันผวนไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นสภาวะปกติของโลกยุคใหม่
2. วิเคราะห์และสังเคราะห์: เมื่อ “กฎของโลก” ถูกเขียนใหม่ จากแรงเปลี่ยนสำคัญ 5 ประการในข้อ 1. ซึ่งเมื่อนำมาสังเคราะห์กับบริบทโลกเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน จะเห็นภาพความรุนแรงของพายุที่ชัดเจนขึ้น
2.1 จาก Globalization สู่ Fragmentation & Friend-shoring: โลกกำลังแตกเป็นบล็อก (Blocs) สหรัฐฯ และจีนกำลังแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกัน (Decoupling) ทุนยักษ์ใหญ่ไม่ได้มองหาฐานการผลิตที่ “ถูกที่สุด” อีกต่อไป แต่มองหาฐานการผลิตที่ “ปลอดภัยและเป็นมิตร” (Friend-shoring) หากไทยไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน หรือเสนอมูลค่าเพิ่มไม่ได้ เราจะหลุดจากเรดาร์การลงทุนโลก ดังที่เห็นจากกระแส FDI ที่ไหลไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์ EV
2.2 จาก Efficiency สู่ Resilience: โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน สอนให้โลกรู้ว่าประสิทธิภาพที่แลกมาด้วยความเปราะบางนั้นอันตราย โลกจึงมุ่งสู่การพึ่งพาตนเอง (Self-reliance)
2.3 วิกฤตหลายชั้นของไทย (The Thai Polycrisis): ไทยกำลังเผชิญพายุสมบูรณ์แบบ คือ เศรษฐกิจโตต่ำ (ติดกับดักรายได้ปานกลาง), สังคมสูงวัย (ขาดแคลนแรงงานและนวัตกรรม), โครงสร้างรัฐที่อุ้ยอ้าย (แก้ปัญหาแบบปะผุ), และ ภัยคุกคามแห่งอนาคต (AI แย่งงาน และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบภาคเกษตรอย่างรุนแรง) ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุชัดเจนว่า หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ศักยภาพการเติบโตของไทยจะต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 (กลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน: อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) ในอีก 20 ปีข้างหน้า
3. ช่องโหว่ของยุทธศาสตร์ที่มองข้าม “ข้อจำกัดของรัฐไทย” การเปลี่ยนสู่รัฐเชิงยุทธศาสตร์, การสร้าง New Human OS, และการเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า—จะเป็น “ทิศทางที่ถูกต้อง” (Directionally Correct) แต่มักตกหลุมพรางของ “ความมองโลกในแง่ดีเกินไป (Over-optimism)”
3.1 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอำนาจ: การคาดหวังให้รัฐไทยเปลี่ยนจาก “รัฐบริหาร (หรือรัฐราชการควบคุม)” สู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น โครงสร้างรัฐไทยถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคงและรวมศูนย์ ไม่ใช่เพื่อความยืดหยุ่นและนวัตกรรม
3.2 ภาพลวงตาของการเป็น “จุดเชื่อม” (Hub): การตั้งเป้าเป็นผู้เชื่อมโยงหรือเป็นกลางในเวทีโลก (Neutrality) หากไม่มี “อำนาจต่อรอง (Bargaining Power)” ที่แท้จริง (เช่น พลังงานแบบตะวันออกกลาง, ชิปแบบไต้หวัน, หรือทรัพยากรแบบอินโดนีเซีย) การเป็นกลางอาจกลายเป็นการถูก “ละทิ้ง” (Irrelevance) มากกว่าการเป็นจุดเชื่อม ไทยจำเป็นต้องใช้ “การทูตไผ่ลู่ลมเชิงรุก (Proactive Hedging)” ไม่ใช่แค่ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหวังให้มหาอำนาจเข้ามาหา (โครงการแลนด์บริดจ์ในบริบทใหม่ + SPR + SEC อาจกลายมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดตัวใหม่)
4. แผนเตรียมพร้อม: เบาะนิรภัยรับแรงกระแทก หากเรา “ปรับตัวไม่ทัน” (Plan B) แผนยุทธศาสตร์ชาติมักเขียนขึ้นบนสมมติฐานว่าเราจะทำสำเร็จ แต่ในโลกยุค Permanent Volatility โอกาสที่รัฐและภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะ “ปรับตัวไม่ทัน” มีสูงมาก หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม (ส่งออก-ท่องเที่ยว) ดับลง ทุนต่างชาติหาย และ AI เข้ามาทดแทนแรงงาน นี่คือ “ยุทธศาสตร์ตั้งรับและลดทอนความเสียหาย (Mitigation & Survival Stra)
4.1 ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานระดับท้องถิ่น (Local Sovereign Security) เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกชะงักงัน (เช่น วิกฤตปุ๋ย วิกฤตพลังงาน) เราไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าได้
– กระจายศูนย์ความมั่นคง (Decentralization) สนับสนุนให้ชุมชนและจังหวัดสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนของตนเอง (Micro-grid) และเปลี่ยนภาคเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกที่ทำลายหน้าดิน (ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกแบนด้วยมาตรการ CBAM ของยุโรป) ไปสู่ระบบเกษตรนิเวศ (Agroecology) เพื่อรับประกันว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะพังทลายแค่ไหน คนไทยระดับฐานรากต้อง “มีกินและมีไฟฟ้าใช้”
4.2 สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเกื้อกูลภายใน (Internal Circulation Economy) หากเศรษฐกิจโลกกีดกันการค้า ไทยจะพึ่งพาการส่งออก 60-70% ของ GDP แบบเดิมไม่ได้
– สร้าง “ตลาดภายในประเทศที่แข็งแรง” (Domestic Consumption) ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์แพลตฟอร์ม (Platform Cooperatives) เพื่อป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีข้ามชาติทั้งหมด และส่งเสริมระบบ Supply Chain ย่อยภายในภูมิภาคอาเซียน (Intra-ASEAN trade) เป็นเกราะกำบัง
4.3 ตาข่ายรองรับทางสังคมและภูมิคุ้มกันจิตใจ (Robust Social Safety Net & Mental Resilience) หากเกิดการว่างงานฉับพลันจาก AI หรือโรงงานย้ายฐานการผลิต สังคมจะเกิดความตึงเครียดและอาจนำไปสู่ความไม่สงบ
– รัฐต้องเริ่มทดลองระบบ รายได้พื้นฐาน (Basic Income หรือ Targeted Negative Income Tax) เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกไม่ให้ประชาชนตกต่ำสุดขีด นอกจากนี้ ต้องเตรียมระบบสาธารณสุขเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพจิต (Mental Health Crisis) ที่จะพุ่งสูงขึ้นจากความเครียดทางเศรษฐกิจและความรู้สึกไร้ทางออกของคนรุ่นใหม่
4.4 การบริหารสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ (Legacy Asset Management) เรามีโครงสร้างพื้นฐานเดิม (โลกเก่า) ที่กำลังจะหมดมูลค่า (Stranded Assets) เช่น โรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป
– รัฐและเอกชนต้องมีแผน “Soft Landing” ให้กับธุรกิจเหล่านี้ เช่น กองทุนช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่าน (Transition Fund) เพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้างแบบช็อกความรู้สึก (Shock Therapy) และค่อยๆ ปรับทักษะแรงงาน (Reskilling) แม้จะไม่ทันการเป็นผู้นำโลก แต่ต้องทันพอที่จะไม่กลายเป็นภาระตกค้าง
#บทสรุป: ผู้รอดชีวิต ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด
“โลกยุคนี้ไม่ได้ถามว่าใครเคยสำเร็จในอดีต แต่มันถามว่า ใครพร้อมปรับตัวในปัจจุบัน” การสร้างเข็มทิศใหม่ของประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการมุ่งหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด (Maximizing Growth) เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ต้องหมายถึง การสร้างระบบนิเวศที่ทนทานต่อความล่มสลาย (Maximizing Survival & Resilience) ประเทศไทยอาจไม่สามารถก้าวเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีระดับโลก หรือสั่งการมหาอำนาจได้ แต่เราสามารถเป็น “ประเทศที่ล้มแล้วลุกไวที่สุด (The Most Resilient Nation)” ได้ หากเรายอมรับความจริง เลิกหวังพึ่งพิงภาพจำในอดีต และลงมือสร้าง “เบาะรองรับ” ควบคู่ไปกับการติดปีกสู่อนาคตตั้งแต่วันนี้
เพราะในพายุใหญ่ที่มองไม่เห็นทิศทาง… เสื้อชูชีพและการเตรียมพร้อมสละเรือ ย่อมสำคัญพอๆ กับการพยายามบังคับพวงมาลัยเรือให้ฝ่าพายุไปให้ได้
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
DSI ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU พัฒนาบุคลากร – ยกระดับปฏิบัติการพิเศษ
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพลังใจ ไอคอนสยาม เสาร์นี้ 12 ก.ย.2569
DSI ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ เร่งปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ ขยายผลเส้นทางการเงิน ใช้ AI หนุนการทำงาน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี ร่วมพิธีเปิดงาน Thai SME GP (SME BIG MOVE)
สำนักงาน ก.พ.ร. เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน มอบ “รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569” เช็ดชูเกียรติหน่วยงานรัฐขับเคลื่อนนวัตกรรมและ AI ภายใต้แนวคิด “CHANGE for a Better Future เปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า”
DSI ยกระดับความร่วมมือ HSI สหรัฐฯ ผนึกกำลังปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ข้ามชาติ
ด่วน!!! เหตุยิงในโรงเรียนอนุบาลที่ จ.ชลบุรี สกู๊ปพิเศษ: กระสุนแห่งความหึงหวง พังทลายเซฟโซนเด็กอนุบาล—เมื่อ ‘อาวุธหลวง’ กลายเป็นเครื่องมือปลิดชีพครูในรั้วโรงเรียน
ต่อนี้ประชาชนต้องที่จอดในบ้านเท่านั้น….,.️เห็นด้วย บางคนมีที่จอดรถ เอาที่จอดวางโต๊ะเก้าอี้ไว้หน้าบ้าน แต่เอารถไปจอดข้างรั้ว ล่าสุดศาลตัดสินแล้ว จอดรถหน้าบ้านตัวเองก็ผิด เจ้าของบ้านแพ้คดี