ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค “โลกหมุนกลับทิศ”: ฝ่าวิกฤตความผันผวน และแผนรับมือเมื่อเรา “ก้าวตามไม่ทัน” /โดย Dr.Force

422791

       เป็นเวลากว่าสามทศวรรษหลังสงครามเย็น ที่โลกเชื่อมั่นในสมการแห่งความเจริญ: โลกาภิวัตน์ + การค้าเสรี = สันติภาพและความมั่งคั่ง

               แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) กำลังฉีกตำราเล่มเดิมทิ้ง โลกไม่ได้กำลังก้าวไปข้างหน้าในเส้นทางเดิม แต่กำลัง “หมุนกลับทิศ” สู่สถาปัตยกรรมแห่งอำนาจใหม่ที่เปราะบาง แตกแยก และคาดเดาไม่ได้ คำถามที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่การถามว่าโลกจะกลับมาเหมือนเดิมเมื่อใด แต่คือ ประเทศไทยจะวางตำแหน่งแห่งหนอย่างไรในโลกที่ไร้เข็มทิศ และเรามี “เบาะรองรับ” หรือไม่ หากเครื่องยนต์การปรับตัวของเราทำงานไม่ทันเวลา?

               1. โลกที่หมุนกลับทิศ: สถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจโลก โลกยุคใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงเปลี่ยนสำคัญ 5 ประการ
                       1.1 จาก Globalization สู่ Fragmentation: โลกที่เคยเชื่อมต่อกัน กำลังถูกแบ่งเป็นค่าย แบ่งห่วงโซ่อุปทาน และแบ่งมาตรฐานเทคโนโลยี
                       1.2 จาก Efficiency สู่ Resilience: จากการผลิตที่ถูกที่สุด สู่การผลิตที่ปลอดภัยที่สุด ทนทานที่สุด และพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด
                       1.3 จาก Liberal Order สู่ Power Order: กติกาสากลอ่อนแรงลง ขณะที่อำนาจเชิงเทคโนโลยี พลังงาน และทรัพยากร กลายเป็นตัวกำหนดระเบียบโลกใหม่
                       1.4 จาก Information Age สู่ Manipulation Age: ข้อมูลไม่ได้มีไว้เพื่อความรู้เสมอไป แต่อาจถูกใช้เพื่อชี้นำ บิดเบือน และกัดกร่อนอธิปไตยทางปัญญาของสังคม
                       1.5 จาก Stability สู่ Permanent Volatility: ความผันผวนไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นสภาวะปกติของโลกยุคใหม่

               2. วิเคราะห์และสังเคราะห์: เมื่อ “กฎของโลก” ถูกเขียนใหม่ จากแรงเปลี่ยนสำคัญ 5 ประการในข้อ 1. ซึ่งเมื่อนำมาสังเคราะห์กับบริบทโลกเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน จะเห็นภาพความรุนแรงของพายุที่ชัดเจนขึ้น
                       2.1 จาก Globalization สู่ Fragmentation & Friend-shoring: โลกกำลังแตกเป็นบล็อก (Blocs) สหรัฐฯ และจีนกำลังแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากกัน (Decoupling) ทุนยักษ์ใหญ่ไม่ได้มองหาฐานการผลิตที่ “ถูกที่สุด” อีกต่อไป แต่มองหาฐานการผลิตที่ “ปลอดภัยและเป็นมิตร” (Friend-shoring) หากไทยไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน หรือเสนอมูลค่าเพิ่มไม่ได้ เราจะหลุดจากเรดาร์การลงทุนโลก ดังที่เห็นจากกระแส FDI ที่ไหลไปยังเวียดนามและอินโดนีเซียในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และรถยนต์ EV
                       2.2 จาก Efficiency สู่ Resilience: โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน สอนให้โลกรู้ว่าประสิทธิภาพที่แลกมาด้วยความเปราะบางนั้นอันตราย โลกจึงมุ่งสู่การพึ่งพาตนเอง (Self-reliance)
                       2.3 วิกฤตหลายชั้นของไทย (The Thai Polycrisis): ไทยกำลังเผชิญพายุสมบูรณ์แบบ คือ เศรษฐกิจโตต่ำ (ติดกับดักรายได้ปานกลาง), สังคมสูงวัย (ขาดแคลนแรงงานและนวัตกรรม), โครงสร้างรัฐที่อุ้ยอ้าย (แก้ปัญหาแบบปะผุ), และ ภัยคุกคามแห่งอนาคต (AI แย่งงาน และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบภาคเกษตรอย่างรุนแรง) ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุชัดเจนว่า หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ศักยภาพการเติบโตของไทยจะต่ำที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 (กลุ่มประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน: อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) ในอีก 20 ปีข้างหน้า

               3. ช่องโหว่ของยุทธศาสตร์ที่มองข้าม “ข้อจำกัดของรัฐไทย” การเปลี่ยนสู่รัฐเชิงยุทธศาสตร์, การสร้าง New Human OS, และการเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า—จะเป็น “ทิศทางที่ถูกต้อง” (Directionally Correct) แต่มักตกหลุมพรางของ “ความมองโลกในแง่ดีเกินไป (Over-optimism)”
                      3.1 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอำนาจ: การคาดหวังให้รัฐไทยเปลี่ยนจาก “รัฐบริหาร (หรือรัฐราชการควบคุม)” สู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น โครงสร้างรัฐไทยถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคงและรวมศูนย์ ไม่ใช่เพื่อความยืดหยุ่นและนวัตกรรม
                      3.2 ภาพลวงตาของการเป็น “จุดเชื่อม” (Hub): การตั้งเป้าเป็นผู้เชื่อมโยงหรือเป็นกลางในเวทีโลก (Neutrality) หากไม่มี “อำนาจต่อรอง (Bargaining Power)” ที่แท้จริง (เช่น พลังงานแบบตะวันออกกลาง, ชิปแบบไต้หวัน, หรือทรัพยากรแบบอินโดนีเซีย) การเป็นกลางอาจกลายเป็นการถูก “ละทิ้ง” (Irrelevance) มากกว่าการเป็นจุดเชื่อม ไทยจำเป็นต้องใช้ “การทูตไผ่ลู่ลมเชิงรุก (Proactive Hedging)” ไม่ใช่แค่ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหวังให้มหาอำนาจเข้ามาหา (โครงการแลนด์บริดจ์ในบริบทใหม่ + SPR + SEC อาจกลายมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดตัวใหม่)

               4. แผนเตรียมพร้อม: เบาะนิรภัยรับแรงกระแทก หากเรา “ปรับตัวไม่ทัน” (Plan B) แผนยุทธศาสตร์ชาติมักเขียนขึ้นบนสมมติฐานว่าเราจะทำสำเร็จ แต่ในโลกยุค Permanent Volatility โอกาสที่รัฐและภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะ “ปรับตัวไม่ทัน” มีสูงมาก หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม (ส่งออก-ท่องเที่ยว) ดับลง ทุนต่างชาติหาย และ AI เข้ามาทดแทนแรงงาน นี่คือ “ยุทธศาสตร์ตั้งรับและลดทอนความเสียหาย (Mitigation & Survival Stra)
                      4.1 ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานระดับท้องถิ่น (Local Sovereign Security) เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกชะงักงัน (เช่น วิกฤตปุ๋ย วิกฤตพลังงาน) เราไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าได้
                             – กระจายศูนย์ความมั่นคง (Decentralization) สนับสนุนให้ชุมชนและจังหวัดสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนของตนเอง (Micro-grid) และเปลี่ยนภาคเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกที่ทำลายหน้าดิน (ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกแบนด้วยมาตรการ CBAM ของยุโรป) ไปสู่ระบบเกษตรนิเวศ (Agroecology) เพื่อรับประกันว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะพังทลายแค่ไหน คนไทยระดับฐานรากต้อง “มีกินและมีไฟฟ้าใช้”
                      4.2 สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเกื้อกูลภายใน (Internal Circulation Economy) หากเศรษฐกิจโลกกีดกันการค้า ไทยจะพึ่งพาการส่งออก 60-70% ของ GDP แบบเดิมไม่ได้
                              – สร้าง “ตลาดภายในประเทศที่แข็งแรง” (Domestic Consumption) ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์แพลตฟอร์ม (Platform Cooperatives) เพื่อป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีข้ามชาติทั้งหมด และส่งเสริมระบบ Supply Chain ย่อยภายในภูมิภาคอาเซียน (Intra-ASEAN trade) เป็นเกราะกำบัง
                      4.3 ตาข่ายรองรับทางสังคมและภูมิคุ้มกันจิตใจ (Robust Social Safety Net & Mental Resilience) หากเกิดการว่างงานฉับพลันจาก AI หรือโรงงานย้ายฐานการผลิต สังคมจะเกิดความตึงเครียดและอาจนำไปสู่ความไม่สงบ
                             – รัฐต้องเริ่มทดลองระบบ รายได้พื้นฐาน (Basic Income หรือ Targeted Negative Income Tax) เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกไม่ให้ประชาชนตกต่ำสุดขีด นอกจากนี้ ต้องเตรียมระบบสาธารณสุขเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพจิต (Mental Health Crisis) ที่จะพุ่งสูงขึ้นจากความเครียดทางเศรษฐกิจและความรู้สึกไร้ทางออกของคนรุ่นใหม่
                      4.4 การบริหารสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ (Legacy Asset Management) เรามีโครงสร้างพื้นฐานเดิม (โลกเก่า) ที่กำลังจะหมดมูลค่า (Stranded Assets) เช่น โรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาป
                             – รัฐและเอกชนต้องมีแผน “Soft Landing” ให้กับธุรกิจเหล่านี้ เช่น กองทุนช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่าน (Transition Fund) เพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้างแบบช็อกความรู้สึก (Shock Therapy) และค่อยๆ ปรับทักษะแรงงาน (Reskilling) แม้จะไม่ทันการเป็นผู้นำโลก แต่ต้องทันพอที่จะไม่กลายเป็นภาระตกค้าง

               #บทสรุป: ผู้รอดชีวิต ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด

               “โลกยุคนี้ไม่ได้ถามว่าใครเคยสำเร็จในอดีต แต่มันถามว่า ใครพร้อมปรับตัวในปัจจุบัน” การสร้างเข็มทิศใหม่ของประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการมุ่งหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด (Maximizing Growth) เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ต้องหมายถึง การสร้างระบบนิเวศที่ทนทานต่อความล่มสลาย (Maximizing Survival & Resilience) ประเทศไทยอาจไม่สามารถก้าวเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีระดับโลก หรือสั่งการมหาอำนาจได้ แต่เราสามารถเป็น “ประเทศที่ล้มแล้วลุกไวที่สุด (The Most Resilient Nation)” ได้ หากเรายอมรับความจริง เลิกหวังพึ่งพิงภาพจำในอดีต และลงมือสร้าง “เบาะรองรับ” ควบคู่ไปกับการติดปีกสู่อนาคตตั้งแต่วันนี้

               เพราะในพายุใหญ่ที่มองไม่เห็นทิศทาง… เสื้อชูชีพและการเตรียมพร้อมสละเรือ ย่อมสำคัญพอๆ กับการพยายามบังคับพวงมาลัยเรือให้ฝ่าพายุไปให้ได้

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน